ผลกระทบขยะทะเลต่อระบบนิเวศ ผลกระทบขยะทะเลต่อระบบนิเวศ
398 view

1. ผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาก
          จากการสำรวจพบสัตว์ทะเลหายากได้รับผลกระทบจากขยะทะเลทั้งสิ้น 155 ตัว (คิดเป็นร้อยละ 19.8 ของจำนวนสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นทั้งหมด 783 ตัว) แบ่งเป็นเต่าทะเล 149 ตัว โลมาและวาฬ 2 ตัว พะยูน 3 ตัว และฉลามวาฬ 1 ตัว โดยส่วนใหญ่เกิดจากการกินขยะทะเลเข้าไป 101 ตัว (ร้อยละ74) การถูกพันยึดภายนอก 38 ตัว (ร้อยละ 24) และจากทั้งสองสาเหตุรวมกัน คือ การกินและถูกพันยึด จำนวน 16 ตัว (ร้อยละ 2) ซึ่งประเภทขยะที่ก่อให้เกิดผลกระทบส่วนใหญ่เป็นเศษเชือกหรือวัสดุที่เป็นเส้นยาวที่ไม่ใช่เอ็น (ร้อยละ 24) เศษอวน (ร้อยละ 14) และถุงพลาสติก (ร้อยละ 13)

2. ผลกระทบขยะทะเลต่อระบบนิเวศแนวปะการัง
          อ่าวไทยและอันดามัน ได้แก่ บริเวณพื้นที่จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดปัตตานี จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต โดยกิจกรรมที่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในแนวปะการังมากที่สุด คือ กิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ (ร้อยละ 57) ได้แก่ ขยะที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ขยะพลาสติก โลหะ แก้ว และผ้า รองลงมาคือ กิจกรรมทางน้ำและการประมง (ร้อยละ 38) ได้แก่ ขยะที่มาจากการทำประมง เช่น เชือก เอ็นตกปลา อวน และเหยื่อล่อ ส่วนประเภทขยะที่เกิดจากกิจกรรมการทิ้ง ได้แก่ ขยะประเภทยางรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง กิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ขยะประเภทท่อพีวีซี ไม้ไผ่ สายยาง รองเท้าแตะ รวมถึงขยะที่เกิดจากกิจกรรมวัสดุการแพทย์และสุขอนามัย เมื่อพิจารณาตามพื้นที่ พบว่าบริเวณหมู่เกาะสีชังและหมู่เกาะล้านเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมการใช้ประโยชน์ในการท่องเที่ยวมาก ขยะที่พบในแนวปะการังส่วนใหญ่จึงเกิดจากกิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ ส่วนแนวปะการังในพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดปัตตานี จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต ขยะที่พบส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมทางน้ำและการประมง โดยประเภทวัสดุที่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในแนวปะการังในภาพรวมทุกพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นพวกขวดแก้ว จำนววน 167 ชิ้น (ร้อยละ 22.5) และเชือก จำนวน 125 ชิ้น (ร้อยละ 16.9)


องค์ประกอบขยะทะเล (ประเภทและสัดส่วน) ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาก (รูปบน)
และกราฟแสดงจำนวนสัตว์ทะเลหายากที่ได้รับผลกระทบจากขยะทะเลในรูปแบบต่างๆ ปีงบประมาณ 2564
(ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564) (รูปล่าง)


กราฟแสดงองค์ประกอบขยะทะเล (ประเภทและสัดส่วน) ที่พบในแนวปะการังจำแนกตามประเภทวัสดุ(รูปซ้าย)
และกราฟแสดงประเภทกิจกรรมที่ก่อให้เกิดขยะในแนวปะการัง (รูปขวา)

3. ปริมาณขยะทะเลที่มีแหล่งกำเนิดจากแม่น้ำสายสำคัญ ๆ บริเวณอ่าวไทยตอนบนและอ่าวไทยตอนล่าง
          ในปีงบประมาณ 2564 รวม 9 แม่น้ำ ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง (จังหวัดฉะเชิงเทรา) แม่น้ำเจ้าพระยา (กรุงเทพมหานคร) แม่น้ำท่าจีน (จังหวัดสมุทรสาคร) แม่น้ำแม่กลอง (จังหวัดสมุทรสงคราม) แม่น้ำบางตะบูน (จังหวัดเพชรบุรี) ทะเลสาบสงขลา (จังหวัดสงขลา) แม่น้ำปัตตานี (จังหวัดปัตตานี) แม่น้ำบางนรา และแม่น้ำโกลก (จังหวัดนราธิวาส) สามารถสรุปออกได้ ดังนี้
          ขยะลอยน้ำที่ไหลออกจากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทยตอนบนมีปริมาณ 84,524,933 ชิ้น/ปี (น้ำหนัก 738 ตัน/ปี) โดยผ่านทางแม่น้ำเจ้าพระยามากที่สุด (จำนวนเฉลี่ย 52,649,113 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 317 ตัน/ปี) รองลงมาคือ แม่น้ำบางปะกง (จำนวนเฉลี่ย 15,761,431 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 143 ตัน/ปี) แม่น้ำแม่กลอง (จำนวนเฉลี่ย 8,150,737 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 130 ตัน/ปี) แม่น้ำท่าจีน (จำนวนเฉลี่ย 6,480,663 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 125 ตัน/ปี) และแม่น้ำบางตะบูน (จำนวนเฉลี่ย 1,482,988 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 23 ตัน/ปี) ประเภทวัสดุที่เป็นขยะมากที่สุด คือ พลาสติกแผ่นบาง คิดเป็นร้อยละ 74.03 ของจำนวนชิ้นขยะทั้งหมดหรือคิดเป็นร้อยละ 61.8 ของน้ำหนักขยะทั้งหมด กิจกรรมที่ก่อให้เกิดขยะมากที่สุด คือกิจกรรมชายฝั่งและการพักผ่อน คิดเป็นร้อยละ 89.87 ของจำนวนชิ้นขยะทั้งหมดหรือคิดเป็นร้อยละ 77.74 ของน้ำหนักขยะทั้งหมด
          ขยะลอยน้ำที่ไหลออกมาจากปากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีปริมาณเฉลี่ย 10,061,877 ชิ้น/ปี (น้ำหนัก 284 ตัน/ปี) โดยผ่านมาทางปากทะเลสาบสงขลามากที่สุด (จำนวนเฉลี่ย 5,517,079 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 142 ตัน/ปี) รองลงมาคือ ปากแม่น้ำปัตตานี (จำนวนเฉลี่ย 2,703,986 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 84 ตัน/ปี) ปากแม่น้ำโกลก (จำนวนเฉลี่ย 1,307,242 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 42 ตัน/ปี) และปากแม่น้ำบางนรา (จำนวนเฉลี่ย 533,570ชิ้น/ปี น้ำหนัก 17 ตัน/ปี) (รูปที่ 1.34) ประเภทวัสดุที่ก่อให้เกิดขยะมากที่สุด คือพลาสติกแผ่นบาง คิดเป็นร้อยละ 42.75 ของจำนวนชิ้นขยะทั้งหมด หรือคิดเป็นร้อยละ 28.57 ของน้ำหนักขยะทั้งหมด กิจกรรมที่ก่อให้เกิดขยะมากที่สุด คือกิจกรรมชายฝั่งและการพักผ่อน คิดเป็นร้อยละ 78.96 ของจำนวนชิ้นขยะทั้งหมด หรือคิดเป็นร้อยละ 48.62 ของน้ำหนักขยะทั้งหมด
          สถานภาพของปริมาณขยะลอยน้ำที่ไหลลงอ่าวไทยจาก 5 แม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางตะบูน ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี (2560 – 2564) พบว่ามีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด คือจาก 3,357 ตัน ในปี พ.ศ. 2560 ลดลงเหลือ 738 ตัน ในปี พ.ศ. 2564 ในขณะที่จำนวนชิ้นนั้นมีแนวโน้มลดลงเช่นกันจาก 173 ล้านชิ้น ในปี พ.ศ. 2560 ลดลงเป็น 71 ล้านชิ้น ในปี พ.ศ. 2563 แต่เพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2564 เป็น 85 ล้านชิ้น โดยเฉพาะปริมาณขยะลอยน้ำที่ไหลผ่านปากแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณลดลงตลอดระยะเวลา 4 ปี เมื่อเทียบกับปากแม่น้ำอื่น ๆ แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2564 ปริมาณขยะลอยน้ำที่ไหลผ่านทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีปริมาณสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเพิ่มจาก 168 ตัน ในปี พ.ศ. 2563 เป็น 317 ตัน ในปี พ.ศ. 2564 ทั้งนี้เนื่องด้วยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด - 19) ได้มีการประกาศใช้มาตรการควบคุมและขอความร่วมมือให้ประชาชนจำกัดการเดินทางรวมถึงเน้นการทำงานอยู่กับบ้าน (Work from Home) และมีการใช้บริการสั่งอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการเพิ่มปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกจำนวนมาก ส่งผลให้จำนวนชิ้นขยะลอยน้ำในภาพรวมจากทุกปากแม่น้ำมีปริมาณสูงกว่าในปี พ.ศ. 2563 สำหรับแนวทางในการลดปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยนั้น ควรมีการรณรงค์การงดใช้พลาสติกอย่างต่อเนื่อง และหน่วยงานในพื้นที่ชุมชนที่ติดกับแม่น้ำและชายฝั่งทะเลต้องเพิ่มจุดการจัดเก็บขยะให้ได้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด เหมือนเช่นในพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีมาตรการจัดเก็บขยะบกของพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการได้ครอบคลุมเกือบทุกแหล่งชุมชน ส่งผลให้ปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเลบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง


กราฟแสดงน้ำหนักเฉลี่ยรวมขยะลอยน้ำ (ตัน/ปี) ที่ไหลออกจากปากแม่น้ำอ่าวไทยตอนบน (รูปบนซ้าย)
และค่าเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ 2560-2564 บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และบางตะบูน (รูปบนขวา)
พร้อมแสดงจำนวนชิ้น (ล้านชิ้น) และน้ำหนัก (ตัน) ของขยะลอยน้ำในแต่ละปากแม่น้ำ (รูปล่างซ้าย)
และกราฟแสดงองค์ประกอบ (ประเภทและสัดส่วน) ของขยะฝั่ง ปีงบประมาณ 2564 (รูปล่างขวา) 

ที่มา : รายงานประจำปี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ประจำปี 2564