สัตว์หน้าดิน สัตว์หน้าดิน
709 view

          สัตว์หน้าดิน (Marine benthic fauna) หมายถึง สัตว์ทะเลที่มีกระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นท้องทะเล โดยที่บางชนิดอาศัยอยู่บนพื้นดิน บางชนิดฝังตัวอยู่ในดิน ตลอดจนพวกที่หากินบนพื้นท้องทะเล
          สัตว์หน้าดินมีความสำคัญต่อสภาพพื้นทะเล คือ เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณพื้นทะเล กระบวนการที่สัตว์ทะเลมีการรบกวนสภาพพื้นทะเลนี้เรียกว่า Bioturbation ซึ่งจะทำให้เกิดการกวนผสมกันของตะกอนดินขนาดต่างๆ และการแยกขนาดตะกอนดินออกมา กิจกรรมสำคัญของสัตว์หน้าดินที่เป็นตัวการสำคัญ คือ การขุดรูฝังตัว การกินอาหารหรือการล่าเหยื่อ และการขับถ่าย การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นทะเลโดยสัตว์ทะเลมีความสำคัญ ดังนี้ 
          1. ทำให้ออกซิเจนและน้ำบริเวณผิวหน้าดินสามารถไหลเวียนลงไปสู่ชั้นล่างโดยผ่านทางรูที่สัตว์ทะเลขุดฝังตัวและคุ้ยเขี่ยหาอาหาร
          2. การกินอาหารของสัตว์หน้าดินมีผลในการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์หรืออินทรียสารในดินตะกอนไม่ให้เกิดการเน่าเสียและทับถมจนเกิดสภาวะขาดออกซิเจน
          3. ทำให้ดินบริเวณที่สัตว์หน้าดินอาศัยอยู่มีความแน่นหรือจับตัวกันแน่น เนื่องจากดินตะกอนขนาดต่างๆ จับตัวกัน โดยมีสัตว์หน้าดินปล่อยสารเหนียวออกมาช่วยยึดอนุภาคของดินตะกอนเข้าด้วยกันเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัย หรือสร้างปลอกหุ้มตัว นอกจากนี้มูลของสัตว์หน้าดินที่ขับถ่ายออกมาเป็นก้อนเล็กๆ (feces) และก้อนดินที่สัตว์ทะเลชนิดอื่นไม่กิน และได้คัดแยกออกมาเป็นก้อน (pseudofeces) อีกด้วย
          ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์หน้าดินในบริเวณใดบริเวณหนึ่งอาจบอกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของบริเวณนั้นได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการประมงสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสัตว์หน้าดินส่วนใหญ่เป็นอาหารของสัตว์น้ำเศรษฐกิจเหล่านั้น นอกจากนี้ในปัจจุบันยังนิยมใช้ข้อมูลสัตว์หน้าดินเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพของน้ำหรือสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นๆ เช่น ค่าความหลากหลายทางชีวภาพ 
          (Diversity index) หรือการศึกษาค่าดัชนีความแตกต่าง (Dissimilarity index) ในชุมชนสิ่งมีชีวิตพื้นทะเลค่าดังกล่าวบอกถึงจำนวนสิ่งมีชีวิตที่พบในชุมชนของสิ่งที่มีชีวิต ความเหมือนหรือแตกต่างกันระหว่างบริเวณต่างๆ
          การศึกษาสังคมสิ่งมีชีวิตพื้นทะเลอาจเป็นเชิงบรรยายหรือเชิงคุณภาพ (Qualitative study) คือ ศึกษาว่ามีสัตว์ชนิดใดบ้าง หรือการศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative study) คือศึกษาถึงจำนวนสิ่งมีชีวิตว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไร มีการกระจายตัวในพื้นที่อย่างไร หรือมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยอย่างไร ค่าที่ได้อาจนำมาประเมินได้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดเป็นชนิดเด่น มีชนิดใดหายไป หรือมีชนิดใหม่เพิ่มเข้ามา
          การศึกษาในเชิงปริมาณอีกรูปแบบอื่นที่สำคัญ ได้แก่ การศึกษาถึงค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในลักษณะของความสัมพันธ์ และโครงสร้างการทำงานของสังคมสิ่งมีชีวิตพื้นทะเล เช่น การศึกษาความสัมพันธ์แง่อาหาร หรือพลังงานระหว่างสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่างๆ ในสังคม ตลอดจนการถ่ายทอดพลังงานสู่ระบบนิเวศอื่น ซึ่งเป็นการศึกษาที่มีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่เป็นการศึกษาที่สามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมได้ดี ตัวอย่างเช่น การศึกษาการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสัตว์หน้าดินที่ทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในระบบนิเวศ เช่น กลุ่มที่กินดินตะกอนเป็นอาหาร นอกจากนี้ การศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงปริมาณสัตว์หน้าดินชนิดใดชนิดหนึ่ง (Indicator species) ยังอาจเป็นตัวยืนยันได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอาจจะมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดเพิ่มขึ้นมา
          ปัจจัยสองประการที่สำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับสังคมสิ่งมีชีวิตพื้นทะเล คือ เวลาและสถานที่ เนื่องจากสังคมสิ่งมีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเปลี่ยนแปลงในรอบวันหรือในรอบฤดูกาล และการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ ขึ้นกับสภาพพื้นท้องทะเล ปัจจัยทางกายภาพและเคมีในแต่ละบริเวณ ดังนั้น การเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินเพื่อศึกษาการแพร่กระจายหรือความหนาแน่น จะต้องมีการเก็บข้อมูลหลายครั้งและหลายบริเวณ เพื่อให้การศึกษาที่ได้เป็นตัวแทนของสภาพแวดล้อมที่เราศึกษาจริงๆ การศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงการเก็บข้อมูลครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการศึกษาอย่างละเอียดต่อไป
วิธีการเก็บตัวอย่าง
          การเก็บตัวอย่างดินภาคสนาม ทำการเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินบริเวณต่างๆ รอบเกาะเต่าและเกาะนางยวนทั้งหมด 56 สถานี สถานีละ 3 ซ้ำ ด้วย van Veen grab ขนาดพื้นที่หน้าตัด 0.1 ตารางเมตร แล้วนำตัวอย่างดินที่ได้มาร่อนผ่านตะแกรง (sieve) ที่มีขนาดช่องตาข่าย 2.0, 1.0 และ 0.5 มิลลิเมตร โดยให้ตะแกรงที่มีขนาดตาข่ายใหญ่ 2.0 มิลลิเมตรอยู่ด้านบนและไล่ลงมาตามลำดับ จากนั้นคัดแยกตัวอย่างสัตว์หน้าดินจากตะแกรงร่อนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าใส่ในขวดตัวอย่างที่ใส่ 7% MgCl2•6H2O ตั้งทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ตัวอย่างสัตว์ยื่นส่วนที่เป็นรยางค์ออกมา หลังจากนั้นริน 7% MgCl2•6H2O ออก แล้วเปลี่ยนเป็นดองด้วย 10% formalin ส่วนตัวอย่างดินที่เหลือในตะแกรงร่อนขนาดตา 0.5 มิลลิเมตรนำมาใส่ในขวดตัวอย่างอีกใบ แล้วดองด้วย 10% formalin เพื่อนำามาคัดแยกตัวอย่างด้วยกล้องจุลทรรศน์ในห้องปฏิบัติการอีกครั้ง
          การปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ นำตัวอย่างดินที่ได้จากภาคสนามมาล้าง โดยเทใส่ภาชนะปากกว้าง ฉีดน้าด้วยสายยางลงไปเบาๆ เพื่อให้ตัวอย่างสัตว์หน้าดินฟุ้งขึ้นมา จากนั้นเทส่วนที่เป็นน้ำผ่านถุงกรองทรงกรวยขนาดตา 200 ไมครอน (ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง) จากนั้นนำตะกอนที่อยู่ในถุงกรองใส่ขวดตัวอย่าง และดองตัวอย่างด้วยแอลกอฮอล์ 70% โดยให้เรียกว่าขวดตัวอย่างนี้ว่า “Jar B” ซึ่งเป็นขวดที่อาจมีสัตว์หน้าดินเหลืออยู่ เพราะตัวอย่างสัตว์ส่วนใหญ่จะลอยน้ำหรือฟุ้งขณะฉีดล้าง ซึ่งจะไปติดอยู่ในถุงกรอง ส่วนตะกอนดินที่เหลือในภาชนะ ให้เทลงในขวดตัวอย่างอีกใบ และดองตัวอย่างด้วยแอลกอฮอล์ 70% โดยให้เรียกว่าขวดตัวอย่างนี้ว่า “Jar A” หลังจากนั้นนาตัวอย่างดินทั้ง 2 ขวด มาคัดแยกตัวอย่างผ่านกล้องจุลทรรศน์สเตอริโอ ซึ่งตัวอย่างสัตว์หน้าดินที่ได้ให้นำไปรวมกับตัวอย่างสัตว์หน้าดินที่คัดแยกได้จากภาคสนามโดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม คือ Polychaete, Crustacea, Mollusc, Echinoderm, Fish larvae และ Other และดองตัวอย่างสัตว์หน้าดินด้วยแอลกอฮอล์ 70% ที่ผสม 5% Glycerol เพื่อรอนำไปจำแนกในระดับไฟลัมและวงศ์ (Family)
สถานีเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดิน บริเวณเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 56 สถานี

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง