การท่องเที่ยว การท่องเที่ยว
3,772 view

          ผลจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้นำมาซึ่งการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และการคมนาคม ตลอดจนสถานบันเทิง เช่น ไนต์คลับ กาสิโน และสนามกอล์ฟ กิจกรรมเหล่านี้มีส่วนในการสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในสถานที่ท่องเที่ยว ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เนื่องจากส่งผลให้มีการตัดไม้บนที่ลาดชัน การเปิดหน้าดิน และการชะล้างตะกอนดินลงสู่ทะเล และแนวปะการัง หรือความเสื่อมโทรมของธรรมชาติที่เกิดจากการท่องเที่ยวนี้สามารถพบได้ทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักกันดี
          ผลจากความเสื่อมโทรมของสถานที่ท่องเที่ยวได้นำมาซึ่งความคิดว่า ไม่ควรปล่อยให้มีการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวตามแรงกระตุ้นทางการตลาดโดยปราศจากการป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ
          สถานที่ตามธรรมชาติหลายบริเวณในประเทศไทย ได้รับการปกป้องไว้ในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติ เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า แต่กฎและข้อบังคับต่างๆ ตลอดจนมาตรการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ด้วยการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ที่มีกฎหมายบังคับแต่เพียงอย่างเดียว ยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยวได้ การอนุญาตให้มีการเข้ามาใช้ประโยชน์ทางการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่มีมาตรการการควบคุมผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่เหมาะสมในหลายๆ พื้นที่ ได้นำไปสู่การสร้างความเสื่อมโทรมในพื้นที่อุทยานแห่งชาติซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
          ด้วยเหตุนี้ การนำกลยุทธ์การบริหาร และการจัดการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ธรรมชาติ เช่น เขตอุทยานแห่งชาติ เขตอนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อควบคุมผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และระบบนิเวศ มาใช้ร่วมกับกฎและข้อบังคับพื้นฐานตามระเบียบของการประกาศพื้นที่ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำมาใช้ในการจัดการพื้นที่ธรรมชาติที่ใช้เพื่อการท่องเที่ยว และการอนุรักษ์
          การจัดการผลกระทบจากนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันความเสื่อมโทรมของธรรมชาติควรจะเริ่มจากดูที่เป้าหมายของการจัดการพื้นที่ก่อนว่า เป็นพื้นที่ที่ต้องการใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง เช่น เพื่อการเก็บรักษา การขยายพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์หรือเพื่อใช้ประโยชน์ในการท่องเที่ยว การเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ในแต่ละพื้นที่ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะทรัพยากรที่มีอยู่ และประเภทของการใช้ หรือการปกปักรักษา
          การพิจารณาถึงทางเลือกของการจัดการที่จะนำไปใช้ จะต้องผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์ กฎระเบียบของพื้นที่ สถานการณ์ กิจกรรม และสภาพปัญหาเสียก่อน ซึ่งได้แก่การศึกษาวัตถุประสงค์ของการจัดการพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพธรรมชาติ กิจกรรมที่มีอยู่ และความเกี่ยวพันของแต่ละปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ต่อระบบนิเวศ การวิเคราะห์ถึงชนิด และปริมาณทรัพยากร และข้อมูลที่ได้จากการศึกษา และตรวจตราอยู่เป็นประจำ โดยมีพื้นฐานที่เชื่อถือได้ทางวิทยาศาสตร์ การปรึกษาผู้รู้ และการทำงานวิจัยเพิ่มเติม จะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญที่ใช้ในการจัดการพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว
          การกำหนดมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการจัดการพื้นที่ท่องเที่ยว จะต้องคำนึงถึงตัวแปรหลายๆ อย่างที่มีผลต่อความรุนแรงของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ถ้าจะเลือกใช้วิธีการควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยว ตามพื้นฐานการจัดการด้วยวิธีหาค่าขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ (ecological carrying capacity) ก็จะต้องเริ่มจากคำถามที่สำคัญ คือ
          1. วิธีการกำหนดปริมาณการใช้เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่จะควบคุมผลกระทบหรือไม่
          2. รูปแบบของการใช้เพื่อการท่องเที่ยวแต่ละประเภทส่งผลกระทบที่แตกต่างกันหรือไม่
          3. นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างกันหรือไม่
          4. แต่ละบริเวณมีความเสี่ยงต่อการถูกทำลายแตกต่างกันหรือไม่
          5. ช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ประโยชน์มีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติแตกต่างกันหรือไม่
          ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมบางประเภทอาจจะส่งผลกระทบมากกว่ากิจกรรมอีกประเภทหนึ่ง กิจกรรมบางประเภทแม้ว่าจะมีปริมาณการใช้มาก ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ากิจกรรมบางประเภทที่มีปริมาณการใช้น้อยกว่าก็ได้ นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มก็สร้างความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมไม่เท่ากัน หรือการไปท่องเที่ยวในแต่ละช่วงเวลาของวัน หรือฤดูกาล อาจจะมีความแตกต่างกัน การจะหาคำตอบเหล่านี้จะต้องเริ่มจากการจำแนกประเภทของการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว ลักษณะของสถานที่ กลุ่มคน ช่วงเวลา และปริมาณการใช้ในระดับต่างๆ แล้วตรวจดูว่ามีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน และเลือกระดับการยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
          นักนิเวศวิทยาทางทะเลที่ทำการศึกษาวิจัยด้านการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ecotourism) ได้พยายามศึกษาหา รูปแบบ ปริมาณ และอัตราการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ในทางการท่องเที่ยว ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและรูปแบบของกิจกรรม ต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น งานวิจัยเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจ สาเหตุและผลที่เกิดขึ้น ซึ่งจะไปสู่การหาทางป้องกัน ลดผลกระทบ และการจัดการปัญหาที่ถูกต้อง ถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ผู้บริหารทรัพยากรทางทะเลก็อาจจะตัดสินใจโดยใช้วิจารณญาณ การลองผิดลองถูก หรือใช้ข้อมูลที่มีพื้นฐานมาจากงานวิจัยบนบก ซึ่งมีความแตกต่างจากระบบนิเวศในทะเล จึงมีข้อผิดพลาดในระดับหนึ่ง
          ผู้บริหารและจัดการสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่ไม่มีความรู้ และประสบการณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล หรือไม่มีความสามารถในการดำน้ำ อาจจะไม่เข้าใจผลกระทบที่เกิดจากนักท่องเที่ยว และผลต่อระบบนิเวศปะการังในระยะยาว ความไม่เข้าใจความรู้พื้นฐานเหล่านี้ทำให้ผู้บริหารและจัดการการท่องเที่ยวทางทะเล ดำเนินมาตรการจัดการเฉพาะผลกระทบที่สามารถมองเห็นได้ โดยไม่ได้ป้องกันผลกระทบที่เขาไม่เข้าใจ เช่น มักจะมีการจัดการในเรื่องของขยะ แต่ละเลยปัญหาเรื่องธาตุอาหาร และตะกอนที่ถูกพัดพาลงสู่แนวปะการัง การวางแผนการสำรวจ ตรวจตราด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้เครื่องมือใต้น้ำ เช่น วิดีโอ ภาพถ่าย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะสร้างความเข้าใจถึงสภาพปัญหาให้กับผู้บริหาร และสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศทางทะเลได้ นอกจากนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากการท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ต่อปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการจัดการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ
          ตัวอย่างเช่น การศึกษาผลกระทบจากนักท่องเที่ยวในระบบนิเวศบนบก พบว่าปริมาณการเหยียบย่ำของนักท่องเที่ยวมีผลต่อพืชพรรณธรรมชาติ และหน้าดิน จะทำให้พืชพรรณในบริเวณนั้นตาย และดินถูกอัดแน่น ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติจะเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณการเหยียบย่ำ การตั้งแคมป์พักแรม ซึ่งก็คือ ปริมาณผลกระทบจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในบริเวณนั้น
          ในทางตรงกันข้าม นักท่องเที่ยวที่ดูปะการังอยู่ที่ผิวน้ำ หรือนักดำน้ำแบบถังอากาศที่ลอยตัวอยู่เหนือปะการัง โดยไม่มีการสัมผัส เตะเท้าหรือฟินไปโดนหรือการหักกิ่งปะการัง ก็จะไม่สร้างความเสียหายให้กับแนวปะการัง แต่ถ้านักท่องเที่ยวประปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง มีการเตะเท้าไปโดน เหยียบบนปะการัง หรือหักปะการัง ก็จะสร้างความเสื่อมโทรมให้กับแนวปะการัง กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้าไปใช้ประโยชน์ มีผลต่อความเสื่อมโทรมของแนวปะการังน้อยกว่า พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เข้าไปท่องเที่ยว
          จากความรู้ความเข้าใจดังกล่าว จึงส่งผลให้มาตรการการวางแผนการจัดการสถานที่ท่องเที่ยวในธรรมชาติ เริ่มเปลี่ยนไปในแนวทางที่จะบริหารงานเพื่อลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยว (Visitors Impact Management) ด้วยการจัดการนักท่องเที่ยว (Visitors management) และบริหารจัดการสถานที่ (resources management) ด้วยการจำแนกประเภทของทรัพยากรที่เหมาะกับการใช้แต่ละประเภท ปริมาณผลกระทบที่เกิดขึ้นจากรูปแบบการท่องเที่ยวแต่ละประเภท และควบคุมการปฏิบัติของนักท่องเที่ยว มาแทนที่การใช้วิธีการควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยว (limiting number of uses) ซึ่งเป็นการบริหารพื้นที่ท่องเที่ยวในอดีต ที่มีการหาค่าดังกล่าวจากค่าขีดความสามารถในการรองรับทางสังคม (social carrying capacity) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว จนถึงในปัจจุบันที่มีความพยายามที่จะหาค่าขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ (ecological carrying capacity) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการเหมารวมว่านักท่องเที่ยวทุกคนมีปริมาณการทำลายธรรมชาติด้วยค่าเฉลี่ยค่าหนึ่ง ไม่มีการจำแนกนักท่องเที่ยว กิจกรรม สถานที่ออกเป็นกลุ่ม แล้วมีมาตรการบริหารที่เหมาะสมแยกกันไปตามกลุ่ม
ปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในสถานที่ท่องเที่ยว
1. ปริมาณการใช้ประโยชน์ต่อหน่วยเวลา
          การกำหนดปริมาณการใช้ หรือการกำหนดปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่าง มาเกี่ยวข้อง เช่น จะคิดปริมาณการใช้ต่อครั้ง ต่อวัน หรือต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบที่แตกต่างกัน เช่น นักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่หนึ่งปีละ 365 คน อาจจะหมายถึง การมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยว วันละ 1 คน หรือมีนักท่องเที่ยว 365 คน เที่ยวในสถานที่นั้นเพียง 1 เดือน ที่เหลืออีก 11 เดือน ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ประโยชน์ หรือมีนักท่องเที่ยวเข้าไป 365 คน ภายใน 1 วัน ในขณะที่วันอื่นๆ ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ประโยชน์          พื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปครั้งละจำนวนมาก จะเกิดกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการมีนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ เข้าไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการกระจายของนักท่องเที่ยวไปทั่วบริเวณ และโอกาสที่แต่ละบริเวณจะถูกทำลายติดต่อกัน เช่น การเหยียบย่ำพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้พืชพรรณบริเวณนั้นตายโดยไม่มีโอกาสฟื้นตัวได้ทัน อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ การมีช่วงเวลาที่ฤดูกาลของการท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก และบางช่วงเวลาไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ประโยชน์ หรือปล่อยให้ฟื้นตัวเป็นระยะเวลานาน จะช่วยให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัวขึ้นมาได้ ขึ้นกับปริมาณการถูกทำลายในขณะที่นักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ในขณะที่การมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวปริมาณน้อย แต่มีตลอดทั้งปี ก็จะทำให้ไม่มีช่วงเวลาให้ธรรมชาติฟื้นตัว ก็อาจจะส่งผลกระทบมากกว่าก็ได้
          การจัดการพื้นที่ด้วยการหมุนเวียนการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ โดยมีการปิดบางบริเวณ และเปิดบางบริเวณให้นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ประโยชน์สลับกันไป ก็เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ธรรมชาติฟื้นตัวได้ ทั้งนี้จะต้องมีการตรวจตรา สอดส่อง เก็บข้อมูล เพื่อดูว่าธรรมชาติจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนานเท่าไร
          การจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวโดยวิธีการจำกัดปริมาณการใช้ (limiting number of uses) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในกรณีที่ไม่สามารถป้องกันผลกระทบจากกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ นั่นคือ ปริมาณผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามปริมาณนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม บางสถานการณ์ก็ไม่สามารถกำหนดปริมาณการใช้ได้ (ดู carrying capacity)
2. การกำหนดขอบเขตของการใช้ประโยชน์
          การจะเลือกใช้วิธีการจำกัดขอบเขตของการใช้ประโยชน์ หรือการกระจายการท่องเที่ยวไปทั่วบริเวณจะขึ้นอยู่กับประเภทของการใช้ ในกรณีที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อย การปล่อยให้นักท่องเที่ยว เที่ยวไปตามใจชอบ อาจจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อย ทั้งนี้เนื่องจากธรรมชาติจะสามารถฟื้นตัวได้ ถ้าความเสียหายไม่มาก
          อย่างไรก็ตาม เมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การปล่อยให้นักท่องเที่ยวเดินป่าไปตามใจชอบ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น วิธีการกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ โดยการกำหนดเส้นทางให้นักท่องเที่ยวเดินชมธรรมชาติ โดยยอมให้มีเกิดผลกระทบเฉพาะพื้นที่ที่ทำเป็นเส้นทาง เพื่อป้องกันพื้นที่ที่บอบบางต่อการถูกทำลาย ย่อมส่งผลดีกว่าการปล่อยให้นักท่องเที่ยวเดินเหยียบย่ำไปทั่วบริเวณ ซึ่งจะส่งผลกระทบในบริเวณกว้าง การกำหนดพื้นที่บางบริเวณเป็นบริเวณที่ใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเฉพาะในบริเวณที่มีการใช้ประโยชน์ ในขณะที่บางบริเวณมีการปกป้องไว้ยังคงสภาพธรรมชาติไว้ได้
          การกำหนดเส้นทางชมปะการัง เช่น เส้นทางชมปะการังจากผิวน้ำ (snorkeling trail) เส้นทางชมปะการังน้ำลึก (scuba diving trail) หรือเส้นทางชมปะการังตอนน้ำลง (walking trail) นอกจากจะเป็นเทคนิคการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวที่น่าสนใจแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการจัดการแนวปะการังเพื่อการท่องเที่ยวในหลายๆ พื้นที่ เช่น Vergin island ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้การสร้าง snorkeling trail เพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว และที่ออสเตรเลีย มีการใช้ walking trail เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวเหยียบย่ำไปบนปะการังไปทั่วบริเวณ
          อย่างไรก็ตาม การศึกษาผลกระทบจากนักท่องเที่ยวในบริเวณเส้นทางชมปะการังที่ผิวน้ำ (snorkeling trails) ที่ประเทศออสเตรเลีย (Plathong, 1997) ชี้ให้เห็นว่า การกำหนดเส้นทางชมปะการังจะส่งผลกระทบต่อปะการังตลอดเส้นทางชมปะการัง โดยเฉพาะรอบๆ ป้ายแสดงจุดที่น่าสนใจ ในขณะที่การศึกษาอื่นๆ ในบริเวณ Great Barrier Reef ของออสเตรเลีย พบว่า การกระจายนักท่องเที่ยวไปทั่วบริเวณโดยไม่กำหนดเส้นทาง แม้ว่าจะทำให้การหักพังกระจายไปทั่วบริเวณ แต่ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงของการหักพัง ไม่ทำให้ปะการังบริเวณใดบริเวณหนึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าบริเวณอื่น และทำให้ปะการังทั้งบริเวณสามารถฟื้นตัวได้ทัน อย่างไรก็ตาม การกำหนดเส้นทางชมปะการังเป็นเทคนิคการให้การศึกษาที่ดี และสามารถป้องกันการหักพังได้ด้วยการวางแผนการจัดการที่ดี เช่น การออกแบบเส้นทาง และเทคนิคการให้ข้อมูล กำหนดเส้นทางไปยังบริเวณที่มีปะการังก้อน น้ำลึกมากกว่า 2.25 เมตร (คำนวณจากความสูงเฉลี่ยของคน + ความยาวของฟิน) การควบคุมการปฏิบัติของนักท่องเที่ยว และการให้ความรู้ที่เหมาะสม นอกจากนี้ การหมุนเวียนการใช้ประโยชน์ก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ในการจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวในบริเวณแนวปะการังที่มีประสิทธิภาพ
3. ประเภทของการใช้ประโยชน์
          กิจกรรมบางประเภทมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่ากิจกรรมอีกประเภทหนึ่ง เช่น การใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเข้าไปในป่า หรือบนหาดทราย ย่อมส่งผลกระทบต่อธรรมชาติมากกว่าการเดินทางด้วยเท้า การปรุงอาหารด้วยการใช้แก๊สหรือเชื้อเพลิงที่เตรียมไป ย่อมดีกว่าปล่อยให้นักท่องเที่ยวเก็บกิ่งไม้ในป่ามาเป็นเชื้อเพลิง หรือการนำอาหารเข้าไปรับประทานย่อมดีกว่าการปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปหาของป่ามารับประทาน
          ปัจจุบันยังมีความเข้าใจผิด และมีการรณรงค์โดยให้นักท่องเที่ยวชื่นชมกับการหาของป่า หาอาหารทะเลมารับประทาน หรือใช้กิ่งไม้ท่อนไม้ในป่ามาทำอาหาร ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดหลักของการท่องเที่ยวในรูปแบบ ecotourism ซึ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่รบกวนระบบนิเวศตามธรรมชาติ
          ความรุนแรงของผลกระทบจากกิจกรรมแต่ละประเภทยังมีความแตกต่างกันไปตามปริมาณนักท่องเที่ยวที่ทำกิจกรรมดังกล่าว นักท่องเที่ยวจำนวนน้อยเข้าไปในป่า หาพืชพรรณ ของป่า หรือฟืนในป่ามาทำอาหาร อาจจะส่งผลกระทบน้อย แต่ถ้านักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทุกคนปฏิบัติเช่นนี้ ผลกระทบย่อมรุนแรงมากขึ้น
          สำหรับกิจกรรมทางน้ำ กิจกรรมบางอย่างส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่เท่ากัน เช่น นักท่องเที่ยวที่ไปดำน้ำแบบ scuba diving โดยเพียงแค่มองดูอยู่เหนือก้อนปะการังจะไม่ทำให้ปะการังหักพัง ในขณะที่นักถ่ายรูปใต้น้ำ อาจจะคุกเข่า หรือพักบนก้อนปะการังเพื่อจัดมุมมองของภาพ และป้องกันการสั่นไหว ย่อมมีโอกาสสร้างความเสียหายกับแนวปะการังมากกว่า
          ตัวอย่างกิจกรรมอื่นๆ ทางน้ำที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังได้ เช่น การยิงปลา การตกปลา หรือจับปลาในแนวปะการัง การเก็บปะการัง หรือสัตว์น้ำเป็นที่ระลึก เป็นต้น
4. ความแตกต่างของสถานที่
          ธรรมชาติในแต่ละบริเวณมีความแตกต่าง และมีความเปราะบางไม่เท่ากัน ปะการังแต่ละชนิด แต่ละรูปแบบก็มีความเปราะบางไม่เท่ากัน ปะการังแผ่น ปะการังกิ่ง หักง่ายกว่าปะการังที่มีกิ่งสั้น หรือปะการังก้อน (Kay and Liddle, 1987; Plathong, 1997) (รูปที่ 5) ดังนั้น แนวปะการังที่มีปะการังกิ่งเป็นกลุ่มประชากรเด่น ย่อมเสี่ยงต่อการหักพัง (damage-susceptibility) (Riegl and Cook, 1995) มากกว่าบริเวณที่มีแนวปะการังก้อนเป็นปะการังเด่น ในขณะที่ปะการังก้อนมีโอกาสตายได้จากการเหยียบ หรือคุกเข่าของนักดำน้ำ เพราะคิดว่าการปฏิบัติดังกล่าวไม่ทำให้ปะการังหักพัง โดยไม่รู้ว่าตัวปะการังแต่ละตัวที่ประกอบกันเป็นก้อนปะการังนั้นมีความบอบบาง โดนเหยียบหรือสัมผัสบ่อยๆ ก็จะตายได้
          ระดับความลึกของน้ำก็มีผลต่อความเสี่ยงต่อการหักพังของแนวปะการังอันเป็นผลมาจากการเหยียบย่ำของนักท่องเที่ยว บริเวณที่มีความลึกมากกว่า 2 เมตร ซึ่งลึกมากกว่าความสูงของคนปกติ ย่อมมีโอกาสหักพังจากการเหยียบย่ำของนักท่องเที่ยวที่ดำน้ำที่ผิวน้ำน้อยกว่าบริเวณที่มีระดับน้ำตื้นซึ่งนักท่องเที่ยวมีโอกาสเหยียบลงไปบนก้อนปะการังเพื่อการพักตัว หรือการตีฟินไปโดน
          เมื่อเป็นเช่นนี้ บริเวณที่มีน้ำลึกกว่า 2 เมตร ย่อมมีโอกาสรับนักท่องเที่ยวที่มาว่ายน้ำดูปะการังจากผิวน้ำ (snorkeling) ได้มากกว่า บริเวณที่มีน้ำลึกน้อยกว่า 2 เมตร อย่างไรก็ตาม มีบางท่านกำหนดให้นักท่องเที่ยวที่ไม่มีประสบการณ์ดำน้ำที่ผิว (snorkeling) ในบริเวณน้ำตื้นในระดับที่นักท่องเที่ยวสามารถยืนได้ ซึ่งเป็นการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์โดยมีพื้นฐานจากความสามารถของนักท่องเที่ยว ไม่ใช่การกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการรองรับของธรรมชาติซึ่งที่สุดแล้วอาจจะนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของแนวปะการังได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีการกำหนดบริเวณน้ำตื้นที่นักท่องเที่ยวยืนได้ถึงเป็นบริเวณที่ใช้สำหรับการดำน้ำที่ผิวน้ำ บริเวณดังกล่าวจะต้องเป็นพื้นทราย หรือเป็นบริเวณที่ไม่มีปะการัง มิเช่นนั้น นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสเหยียบย่ำบนปะการังได้ง่าย
          ความรุนแรงของคลื่น และกระแสน้ำ ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณก็มีผลโอกาสในการถูกนักท่องเที่ยวทำลายได้เช่นกัน บริเวณที่มีกระแสน้ำ หรือมีคลื่น จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถควบคุมการลอยตัวได้ดี และมีโอกาสถูกพัดพาไปโดนปะการังได้ง่าย ในขณะที่บริเวณที่มีคลื่นลม และกระแสน้ำไม่แรง นักท่องเที่ยวสามารถที่จะควบคุมการลอยตัวอยู่ที่ผิวน้ำได้ดีกว่า

ความเปราะบางของปะการังแต่ละรูปทรง เรียงลำดับจากหักพังง่ายไปถึงหักพังยาก

5. การปฏิบัติตัวของนักท่องเที่ยว
          นักท่องเที่ยวที่มีการปฏิบัติตนที่เหมาะสม และเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวของเขา และพยายามที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวที่ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม หรือไม่เข้าใจว่ากิจกรรมที่ตัวเองทำอยู่นั้นส่งผลกระทบอย่างไรต่อธรรมชาติ มีการศึกษาหลายๆ ชิ้น ที่พบว่า นักท่องเที่ยวที่ได้รับความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศ และการปฏิบัติตัวก่อนท่องเที่ยวในธรรมชาติ จะสร้างความเสียหายให้กับแนวปะการังน้อยกว่านักท่องเที่ยวที่ไม่ได้รับความรู้ดังกล่าวก่อนเข้าไปท่องเที่ยว
          จากการศึกษาข้อมูลนักท่องเที่ยวที่เกาะสุรินทร์ (Chanwichai, 1994) พบว่านักท่องเที่ยวที่ชมปะการังที่ผิวน้ำ (Snorkeling) 75 % ยอมรับว่าได้มีการสัมผัสกับปะการังในรูปแบบต่างๆ เช่น จับ เหยียบ ยืน เตะเท้า หรือฟินไปโดน  และในบรรดาผู้ที่ยอมรับว่ามีการสัมผัสปะการังนั้นพบว่า 65% สัมผัสปะการังโดยไม่ตั้งใจ และ 30% สัมผัสปะการังอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะเพื่อพยุงตัว  ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นคือ น้ำเข้าหน้ากาก จึงพยายามจะยกตัวขึ้นเหนือน้ำเพื่อเอาน้ำออกจากหน้ากากทั้งจากการตีฟิน หรือยืนบนก้อนปะการัง
          การสื่อสารระหว่างกันในระหว่างการชมปะการังก็มีโอกาสสร้างความเสียหายให้กับแนวปะการังได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ไกด์ทัวร์ พานักท่องเที่ยวไปชมปะการังที่ผิวน้ำ แล้วยืนบนก้อนปะการัง เพื่อให้ความรู้ หรือเรียกนักท่องเที่ยว ก็จะสร้างความเสียหายให้กับปะการังก้อน ซึ่งพบได้จากการที่ปะการังมีการสร้างเมือกออกมาจำนวนมากหลังจากถูกเหยียบ ซึ่งทำให้ปะการังมีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่าย (Antonius, 1983)  นักท่องเที่ยวหรือไกด์ทัวร์บางคนอาจจะตีฟินไปโดนปะการังในขณะที่สื่อสารระหว่างกัน (Robinson, 1976; Plathong, 1997)
          นักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวในสภาพแวดล้อมแต่ละประเภทมาก่อน หรือมีประสบการณ์ในการใช้อุปกรณ์มาก่อน จะมีโอกาสสร้างผลกระทบให้กับธรรมชาติน้อยกว่านักท่องเที่ยวที่ไม่มีประสบการณ์ต่อสถานที่หรืออุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวที่ไม่เคยใช้หน้ากากดำน้ำมาก่อน มักจะสำลักน้ำ หรือมีน้ำเข้าหน้ากาก จึงมีแนวโน้มที่จะพยายามชูตัวขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อกำจัดน้ำออกจากหน้ากาก หรือถอดหน้ากาก หรือแก้ไขอาการสำลักน้ำ  การปล่อยขาให้ต่ำลงจะมีโอกาสเตะไปโดนแนวปะการังได้ง่ายถ้าน้ำไม่ลึกพอ ทั้งนี้ปริมาณผลกระทบจะขึ้นกับความลึกของน้ำในบริเวณนั้นด้วย
          อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์ ก็อาจจะสร้างความเสียหายให้กับแนวปะการังได้มากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า จากการที่นักท่องเที่ยวดำลงไปที่ปะการัง และจับ หรือหักปะการังมาเป็นที่ระลึก ตลอดจนถึงความอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบกับสิ่งมีชีวิตแปลกๆ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์มาก่อนแล้ว อาจจะมีการใช้ฟิน ซึ่งจะสร้างโอกาสทำแนวปะการังจากการตีฟินไปโดนปะการัง หรือกวนตะกอนให้ฟุ้งกระจายขึ้นมาตกบนก้อนปะการัง (Talge, 1992) ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับทะเล แล้วใส่ชูชีพลอยตัวอยู่ที่ผิวน้ำ ไม่ใส่รองเท้า และมีความระมัดระวังไม่เหยียบบนปะการังก็จะไม่สร้างความเสียหายให้กับแนวปะการัง
          วิธีการให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้เหมาะสม (code of practise) ตลอดจนการสอนให้นักท่องเที่ยวรู้จักการใช้อุปกรณ์หน้ากาก ท่อหายใจ และฟิน และจัดเตรียมสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสฝึกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ให้คุ้นเคยเสียก่อนที่จะพาไปยังแนวปะการัง จัดเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ และเป็นการจัดการที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
6. กิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยว
          สิ่งอำนวยความสะดวก หรือกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ที่พัก การหุงหาอาหาร จะส่งผลต่อธรรมชาติ เช่น ต้องมีการจัดหาน้ำเพื่อการชำระล้าง การทำกับข้าว หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ น้ำเสียหรือขยะที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ นอกจากนี้การพักแรมในบางบริเวณอาจจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ นักท่องเที่ยวที่เข้าไปใช้ประโยชน์โดยไม่พักค้างแรม ย่อมส่งผลกระทบน้อยกว่านักท่องเที่ยวที่มีการพักค้างแรม  ดังนั้น พื้นที่ที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวโดยไม่มีการพักแรม ย่อมสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่าบริเวณที่มีการอนุญาตให้พักค้างแรม
          สิ่งก่อสร้างต่างๆ ในบริเวณสถานที่ท่องเที่ยว อาจจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ การก่อสร้างบริเวณชายฝั่งซึ่งส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหน้าดินลงสู่ทะเล และน้ำเสียจากกิจกรรมการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่ง จะส่งผลกระทบต่อแนวปะการังได้ ทั้งนี้เนื่องจากการพัดพาของกระแสน้ำ และคลื่น
          ประเภทของเรือที่พานักท่องเที่ยวเข้าไปในแนวปะการังก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะน้ำเสียจากห้องน้ำ การชนปะการังโดยเรือท่องเที่ยว และคราบน้ำมันจากท้องเรือ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่รับประทานอาหารบนเรือ และเทเศษอาหารลงไปในทะเลเพื่อเป็นอาหารปลา ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติ