การฟื้นฟูแนวปะการัง การฟื้นฟูแนวปะการัง
2,127 view

           ในสภาวะปัจจุบันแนวปะการังในประเทศไทย และทั่วโลก หลายบริเวณตกอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่น การเกิดพายุ การเกิดปรากฏการณ์อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติ การระบาดของสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ดาวมงกุฎหนาม การผุกร่อนจากการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกับปะการัง จากการเจาะ การปล่อยสารเคมี นอกจากนี้การกระทำที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์โดยตรงจากทรัพยากรที่มีในแนวปะการัง การทำประมงโดยวิธีการที่ไม่เหมาะสม การทำประมงเกินขีดการรองรับของธรรมชาติ กิจกรรมการท่องเที่ยวในแนวปะการัง หรือผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ การพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่ง การก่อสร้างโครงการต่างๆ ทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชนที่ไม่ได้มีการตรวจสอบและควบคุมโครงการอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ (Chou et al., 2002) กิจกรรมเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมภายในระบบนิเวศปะการัง
           ผลจากความเสื่อมโทรมของแนวปะการังได้นำมาสู่การคิดค้นหาวิธีการที่จะฟื้นฟูแนวปะการัง ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม การสร้างปะการังเทียม (Artificial reef) ตลอดจนการย้ายปลูกปะการัง (Transplantation) ทั้งนี้แต่ละวิธีการมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันไป และมีความเหมาะสมสำหรับแต่ละสถานที่แตกต่างกันไป รายงานฉบับนี้จะนำเสนอกระบวนการคิด และการตัดสินใจในการเลือกแนวทางในการฟื้นฟูแนวปะการัง เพื่อให้ผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้ที่สนใจสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเลือกวิธีการฟื้นฟูแนวปะการังที่เหมาะสมสำหรับแต่ละสถานที่ต่อไป
1. กระบวนการคิด และตัดสินใจเลือกแนวทางการเลือกวิธีการฟื้นฟูแนวปะการัง
           การฟื้นฟูแนวปะการังมีหลายแนวทาง  แต่ละแนวทางจะมีความเหมาะสมกับแต่ละสถานที่ แต่ละสถานการณ์ ไม่มีวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับทุกพื้นที่ การตัดสินใจเลือกวิธีการฟื้นฟูแนวปะการัง มีกระบวนการคิดดังนี้

กระบวนการคิดในการเลือกวิธีการฟื้นฟูแนวปะการัง

          1.1 การค้นหาสาเหตุที่ทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรม และแก้ไขปัญหา
          แนวปะการังหลายแห่งในประเทศไทย และทั่วโลกในปัจจุบัน เกิดความเสื่อมโทรมจากสาเหตุทั้งทางธรรมชาติ และกิจกรรมของมนุษย์  สาเหตุทางธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ พายุ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเล การระบาดของดาวมงกุฎหนาม  การกัดกร่อนโดยกระบวนการทางชีววิทยา เช่น การถูกขูดกิน ขุดเจาะ โดยสัตว์ทะเล เช่น เม่นทะเล ฟองน้ำ หอยสองฝา  ส่วนสาเหตุที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ การปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แนวปะการัง การทับถมโดยตะกอนจากแผ่นดินอันเป็นผลมาจากการเปิดหน้าดิน ที่ส่งผลให้เกิดการพังทลาย กัดเซาะดินไหลลงสู่แนวปะการัง การท่องเที่ยว การระเบิดปลา การเก็บปะการัง และการจับสัตว์น้ำที่ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของระบบนิเวศออกจากแนวปะการัง
           เมื่อเราค้นหาสาเหตุที่เป็นต้นตอของปัญหาที่แท้จริงได้ ก็จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหา หรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้มีคุณภาพที่ดี  เช่น การปรับเปลี่ยนเส้นทางน้ำทิ้งจากแผ่นดิน การจัดทำระบบบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงสู่ทะเล การควบคุมการจับปลาและสัตว์น้ำ หรือลดผลกระทบจากกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ  การแก้ไขปัญหาที่สาเหตุนับเป็นกระบวนการขั้นต้นที่สำคัญของการฟื้นฟูแนวปะการัง ทั้งนี้ เนื่องจาก หากเราไม่สามารถแก้ไขสาเหตุที่ทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรมได้แล้ว การฟื้นฟูแนวปะการังก็ย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้  เนื่องจากการที่แนวปะการังเสื่อมโทรม หรือไม่มีแนวปะการังย่อมแสดงให้เห็นว่าบริเวณนั้นมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของปะการัง 
           ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งในปี 2543 เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของกองหินแฟนตาซี จุดดำน้ำที่เคยมีกัลปังหาขนาดใหญ่ และปะการังอ่อนจำนวนมาก คณะผู้ศึกษาจึงได้เสนอให้ใช้มาตรการปิดพื้นที่ ห้ามกิจกรรมดำน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้จากนักดำน้ำ และการทิ้งของเสียจากเรือ เพื่อเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้มีโอกาสฟื้นตัว และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันได้ดำเนินมาตรการตรวจตราป้องกันการลักลอบการทำการประมงอย่างเข้มงวด
​          1.2 การศึกษาตัวอ่อนปะการังในมวลน้ำ
          ปะการังทุกชนิดมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยตัวอ่อนที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้ว มักจะล่องลอยอยู่ในมวลน้ำ เมื่อพบกับพื้นผิวแข็งสำหรับยึดเกาะ ตัวอ่อนปะการังก็จะลงเกาะและพัฒนาตัวเองเป็นปะการังที่มีรูปทรงแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของปะการัง  สำหรับประเทศไทย ปะการังบางชนิดมีการสืบพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี เช่น ปะการังดอกกะหล่ำ (Pocillopora damicornis) (มณฑิรา ถาวรยุติการต์, 2532) ขณะที่มีการศึกษาที่จังหวัดภูเก็ตพบว่าปะการังหลายชนิดมีการสืบพันธุ์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปีมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน (ทนงศักดิ์ จันทร์เมธากุล, 2545) นอกจากนี้ การศึกษาเบื้องต้นของคณะผู้ศึกษาที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร พบการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ของปะการังหลายชนิดในคืนวันแรม 1 - 6 ค่ำ ในช่วงเดือนเมษายนปี 2546 (ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง และพงศ์ธีระ บัวเพ็ชร 2546)
           โดยทั่วไปตัวอ่อนปะการังที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้ว จะล่องลอยอยู่ในมวลน้ำ ตั้งแต่ 2 วัน ถึงหลายสัปดาห์ ซึ่งจะถูกกระแสน้ำพัดพาไปจนกว่าจะหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับลงเกาะได้ หรือตายไปในมวลน้ำหากไม่สามารถหาพื้นที่ลงเกาะได้ทัน และบางส่วนก็ถูกกินโดยสัตว์น้ำชนิดอื่น
           สำหรับการแพร่กระจายของตัวอ่อนปะการังในมวลน้ำ ในอ่าวไทยพบว่า ปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora damicornis และปะการังเขากวาง (Acropora spp.) เป็นปะการังที่สามารถพบตัวอ่อนในมวลน้ำได้มากกว่าปะการังชนิดอื่นๆ (Sudara et al., 1994; Yeemin, et al., 1992; Yeemin and Sudara, 1992)  ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง และคณะ (2546) พบว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2545 มีตัวอ่อนปะการังดอกกะหล่ำจำนวนมากลงเกาะบนแนวปะการังที่เกาะกุลา และเกาะมาตรา ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร  ในขณะที่คณะผู้ศึกษาจากภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2543) พบว่า บริเวณหาดในยาง อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ. ภูเก็ต มีตัวอ่อนปะการังเขากวาง (Acropora spp.)  และปะการังดอกกะหล่ำ (P. damicornis) จำนวนมาก ลงเกาะบริเวณแนวปะการังที่เสื่อมโทรมจากเหตุการณ์ดาวมงกุฎหนามระบาด และปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (coral bleaching) ทั้งนี้ภายใต้แผนแม่บทการจัดการอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ได้กำหนดแนวทางการฟื้นฟูแนวปะการังบริเวณนี้ โดยการกำหนดเขตการจัดการพื้นที่ให้เป็นเขตสงวนสภาพธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ให้กระบวนการทางธรรมชาติดำเนินการไปโดยไม่ถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ (ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง 2543ก) ปัจจุบันพื้นที่นี้ได้รับการศึกษาตรวจตราการฟื้นตัวเป็นระยะเวลา 5 ปี (2545 – 2549) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ. ภูเก็ต
           ในสภาวะปกติ ถ้าสภาพแวดล้อมมีความเหมาะสม และมีตัวอ่อนปะการังในมวลน้ำ ตัวอ่อนปะการังเหล่านี้จะสามารถลงเกาะและฟื้นตัวเองได้ถ้ามีพื้นผิวแข็งให้ลงเกาะ เช่น บนซากปะการังเดิม หรือก้อนหินในธรรมชาติ  ตัวอย่างเช่น การฟื้นตัวของปะการัง บริเวณหน้าหาดในยาง อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ. ภูเก็ต และการฟื้นตัวของกัลปังหา และปะการังอ่อนที่กองหินแฟนตาซี อุทยานแห่งชาติสิมิลัน จ. พังงา ภายหลังมาตรการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ด้วยการป้องกันการลักลอบทำการประมง การห้ามกิจกรรมดำน้ำ เป็นเวลา 2 ปี ครึ่ง
           อย่างไรก็ตาม ถ้าสภาพของพื้นทะเลไม่มีพื้นแข็ง เช่น เป็นเศษซากปะการังชิ้นเล็กๆ หรือเป็นพื้นทราย  ตัวอ่อนปะการังจะไม่สามารถลงเกาะได้ เราสามารถช่วยเหลือได้ด้วยการให้พื้นผิวที่มั่นคงสำหรับการยึดเกาะ เช่น การใช้แท่งคอนกรีต หรือโครงปะการังเทียม ปะการังก็จะสามารถลงยึดเกาะได้  ตัวอย่างเช่น การดำเนินการโดยสถาบันวิจัย และพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง  (Thongtham and Chansang, 1999)
​          1.3 การเลือกวิธีการย้ายปลูกปะการัง เมื่อไม่พบตัวอ่อนปะการังในมวลน้ำ
          ในกรณีที่มีการศึกษาตัวอ่อนปะการังในมวลน้ำ และการศึกษาการลงเกาะตามธรรมชาติจนมั่นใจว่า บริเวณที่ต้องการฟื้นฟูแนวปะการังไม่มีตัวอ่อนในมวลน้ำก็อาจจะต้องพิจารณาทางเลือกในการนำปะการังจากที่อื่นเข้าไปฟื้นฟู (Coral transplantation)  โดยทั่วไป การย้ายปลูกปะการังที่มีการดำเนินการกันทั่วไปมักมีวัตถุประสงค์ ที่สำคัญ ได้แก่
           1. เพื่อฟื้นฟูแนวปะการังจากการถูกเรือชน
           2. เพื่อทดแทนปะการังที่ตายจากน้ำทิ้ง อุณหภูมิสูง หรือมลภาวะอื่นๆ
           3. เพื่อช่วยกลุ่มปะการัง หรือปะการังหายากที่กำลังได้รับผลกระทบจากปัญหามลภาวะ การถมทะเล หรือการสร้างท่าเรือ
           4. เพื่อช่วยฟื้นฟูแนวปะการังที่เสื่อมโทรมจากดาวมงกุฎหนาม
           5. เพื่อช่วยฟื้นฟูแนวปะการังที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดปลาหรือการขุดปะการัง
           6. เพื่อฟื้นฟูแนวปะการังที่เสียหายจากกิจกรรมของนักท่องเที่ยว
           7. เพื่อสร้างความดึงดูดให้กับท้องทะเลในบริเวณที่เป็นจุดท่องเที่ยว (Edwards and Clark, 1999) ปะการังที่จะนำไปใช้ในการย้ายปลูกอาจจะมีที่มาได้หลายทาง ได้แก่
           7.1 การย้ายปะการังที่มีสภาพดีทั้งโคโลนี มาจากแนวปะการังบริเวณใกล้เคียง  การตัดสินใจเลือกวิธีการนี้ แนวปะการังที่เป็นผู้ให้จะต้องเป็นแนวปะการังที่มีขนาดใหญ่พอ และมีปะการังชนิดที่ต้องการย้ายจำนวนมากพอที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังเดิมที่เป็นผู้ให้  นอกจากนี้ ในบางสถานการณ์ ยังใช้เหตุผลของการย้ายปะการังจากบริเวณที่กำลังเสื่อมโทรมจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และไม่สามารถแก้ไขได้มาไว้ยังพื้นที่อื่นที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า (Newman and Chuan, 1994)
           7.2 การนำปะการังที่อยู่ในสภาพดี ทั้งโคโลนีมาตัดแบ่ง เพื่อแยกนำไปปลูกในพื้นที่ที่ต้องการฟื้นฟู  วิธีการนี้ เป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมกันมาก แต่ก็มีข้อเสียหลายประการ เช่น  กิ่งก้านที่มีขนาดเล็กมักจะมีอัตรารอดต่ำ และการตัดแบ่งกิ่งก้านปะการังยังเป็นการเพิ่มจำนวนปะการังที่มีพันธุกรรมเดียวกันออกมาเป็นหลายโคโลนี  แนวปะการังที่ปลูกขึ้นมาใหม่ แม้ว่าจะมีจำนวนโคโลนีปะการังมาก แต่ก็มีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการตายพร้อมๆ กันถ้าสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงจนพันธุกรรมนั้นไม่สามารถทนได้ การฟื้นฟูปะการังด้วยวิธีการนี้มักจะได้แนวปะการังที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ
           7.3 การหักกิ่งก้านปะการังมาจากโคโลนีในแหล่งให้ปะการัง (donor site) เพียงบางส่วนของโคโลนี และนำกิ่งก้านที่หักมานี้มาปลูกในที่ที่ต้องการฟื้นฟู  ข้อเสียที่สำคัญของวิธีการนี้ คือ ส่งผลกระทบต่อแหล่งปะการังเดิม เนื่องจากโคโลนีปะการังต้นพันธุ์ที่บาดเจ็บจะต้องถ่ายทอดพลังงานไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  และเพื่อการเจริญเติบโตกลับมาดังเดิม ผลเสียที่เกิดขึ้น คือ การลดโอกาสของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศตามธรรมชาติ ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่พบผลเสียจากการแตกหักของกิ่งก้านต่อโคโลนีปะการัง โดยจะทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อโรค การถูกคลุมทับโดยสาหร่าย การลดประสิทธิภาพในการสืบพันธุ์ การลดการเจริญเติบโต ลดความสามารถในการแข่งขันกับปะการัง หรือสิ่งมีชีวิตข้างเคียง และมีอัตราการตายสูงขึ้น (Loya, 1976; Bak et al., 1977, Meesters et al., 1992; Meesters and Bak, 1993). 
           7.4 การนำกิ่งก้านปะการังที่แตกหักอยู่ตามพื้น ที่เป็นผลมาจากการแตกหักโดยธรรมชาติ เช่น คลื่น ลม หรือกิจกรรมของมนุษย์ เช่น เรือชน นักท่องเที่ยวเหยียบหักตกอยู่กับพื้น  โดยการนำกิ่งปะการังเหล่านี้มายึดติดบนพื้นแข็ง ช่วยให้สามารถเจริญขึ้นเป็นโคโลนีใหม่ขึ้นมาในบริเวณแปลงอนุบาลปะการัง (coral nursing unit) ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเมื่อกิ่งก้านปะการังเจริญเติบโตขึ้นเป็นโคโลนีที่สมบูรณ์ ก็จะสามารถนำไปฟื้นฟูในบริเวณที่ต้องการได้
           7.5 การย้ายปะการังที่อยู่ในช่วงที่สร้างไข่สมบูรณ์ และพร้อมที่จะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ มาไว้ในบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู  เมื่อถึงช่วงเวลาที่ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกสู่มวลน้ำ ก็จะให้ตัวอ่อนลงเกาะในบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู  อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการส่งผลเสียต่อแนวปะการังที่ไปนำโคโลนีปะการังสมบูรณ์เพศมา ดังนั้น บริเวณที่จะไปนำปะการังที่สมบูรณ์เพศมา จะต้องเป็นแนวปะการังที่สมบูรณ์ และมีขนาดใหญ่
           7.6 การเพาะพันธุ์ปะการังในห้องปฏิบัติการ โดยอาจจะดำเนินการโดยรวบรวมไข่ และเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้จากธรรมชาติมาผสมพันธุ์ และเลี้ยงจนได้ปะการังวัยอ่อนระยะ planula larvae แล้วปล่อยไปในมวลน้ำ หรือเลี้ยงจนถึงขั้นปะการังลงเกาะ และพัฒนาเป็นโคโลนีที่มีขนาดใหญ่พอที่จะมีอัตราการรอดสูง แล้วจึงนำลงไปไว้ในบริเวณที่ต้องการฟื้นฟูแนวปะการัง (Raymundo et al., 1999; Sammarco et al., 1999)
​          1.4 การตรวจสอบผลการดำเนินการฟื้นฟูแนวปะการัง
          การตรวจสอบผลการดำเนินการคือหัวใจสำคัญของกระบวนการฟื้นฟูแนวปะการัง เนื่องจากจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการฟื้นฟูแนวปะการังแต่ละวิธี และยังเป็นการทบทวนเทคนิคที่ใช้ว่าเหมาะสมกับบริเวณนั้นหรือไม่ สิ่งสำคัญคือ หากการฟื้นฟูแนวปะการังไม่ประสบความสำเร็จจะต้องกลับไปตรวจสอบสภาพแวดล้อมอีกครั้งว่า สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นมีความเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปะการังหรือไม่ หากไม่เหมาะสมก็จะต้องมีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะเริ่มกระบวนการคิดพิจารณาทางเลือกในการฟื้นฟูแนวปะการังด้วยวิธีการอื่นๆ ต่อไป  นอกจากนี้ การตรวจสอบผลการดำเนินงาน ยังให้บทเรียนที่สำคัญที่จะนำข้อมูลไปใช้ในการพิจารณาการฟื้นฟูแนวปะการังในบริเวณอื่นๆ อีกด้วย  การประเมินความสำเร็จของการฟื้นฟูแนวปะการังควรมีการนำดัชนีชี้วัดทางนิเวศเข้ามาประเมิน ไม่ควรวัดความสำเร็จเฉพาะการอยู่รอด หรือการลงเกาะเท่านั้น สิ่งที่จะบ่งชี้ความสำเร็จของการทดแทนประชากร คือ สิ่งมีชีวิตที่ทดแทนเข้าไปนั้นจะต้องมีความสามารถในการแพร่ขยายพันธุ์ และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
           กระบวนการสำคัญของการตรวจสอบการฟื้นตัวของแนวปะการังคือ จะต้องมีการประเมินสถานภาพแนวปะการังอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานทั้งก่อนและหลังการดำเนินการ และมีการเปรียบเทียบการศึกษากับพื้นที่ข้างเคียงที่ไม่ได้ทำการย้ายปลูกปะการัง หรือแนวปะการังในบริเวณข้างเคียง (Control sites) การวัดความสำเร็จของการฟื้นฟูในระยะเวลาสั้น อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความสำเร็จ เนื่องจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทางทะเลมีการผันแปรอยู่ตลอดทั้งตามช่วงเวลา (Temporal variation) และสถานที่ (spatial variation) (ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง 2543ข)
​          2. การตัดสินใจเลือกแนวทางการฟื้นฟูแนวปะการัง
           ในปัจจุบันทางเลือกของการอนุรักษ์แนวปะการัง มีทั้งการคุ้มครอง และการฟื้นฟูแนวปะการังด้วยวิธีการต่างๆ หลายวิธี ซึ่งสามารถจัดการฟื้นฟูแนวปะการังในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไป บางวิธีการสามารถฟื้นฟูได้ในพื้นที่เล็ก บางวิธีสามารถฟื้นฟูได้ในบริเวณกว้าง เช่น การคุ้มครองแนวปะการังในรูปของพื้นที่อนุรักษ์ที่มีมาตรการควบคุมการใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปแบบของการกำหนดพื้นที่ปกป้องและการใช้ประโยชน์ในระดับต่างๆ (Zonning plan) และการตรวจตราป้องกันการทำกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการทางธรรมชาติดำเนินไปได้ตามปกติ เช่น การแพร่ขยายพันธุ์ปะการังด้วยการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ตัวอย่างเช่น รูปแบบการจัดการในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลเป็นกระบวนการจัดการ การฟื้นฟูแนวปะการังในพื้นที่กว้างกว่าการปลูกปะการังซึ่งสามารถทำได้เพียงพื้นที่เล็กๆ เนื่องจากข้อจำกัดของการได้มาซึ่งกิ่งก้านปะการัง และค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้น ภายใต้งบประมาณที่จำกัดของประเทศ ทางเลือกที่นำมาใช้จึงควรเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพจริงๆ และไม่ใช่การแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ ต่อไป
           เมื่อพิจารณาถึงโอกาสของการฟื้นตัวตามธรรมชาติของแนวปะการังที่เสื่อมโทรม สำหรับประเทศไทย พบว่าแนวปะการังหลายบริเวณที่เสื่อมโทรมลงจากทั้งสาเหตุทางธรรมชาติ และกิจกรรมของมนุษย์ ยังมีศักยภาพที่จะฟื้นตัวได้ด้วยตัวเองสูง เนื่องจากกระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของปะการังยังคงเกิดขึ้นตามธรรมชาติและมีตัวอ่อนปะการังในมวลน้ำที่พร้อมจะลงเกาะ แต่กระบวนการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสภาพพื้นทะเลมีความมั่นคง และสภาพแวดล้อมได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือมีการปกป้องแนวปะการัง ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ แนวปะการังในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ. พังงา อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ. ภูเก็ต และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จ. ชุมพร
           หากจำเป็นจะต้องย้ายปลูกปะการัง  สิ่งสำคัญที่ผู้บริหาร นักวิชาการ และนักอนุรักษ์ต้องมีความชัดเจน คือ  การย้ายปลูกปะการังด้วยการนำกิ่งก้านปะการังมาจากที่อื่น อาจจะสร้างความเสียหายให้กับแนวปะการังที่ไปนำกิ่งก้าน หรือโคโลนีปะการังมา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบาดแผลให้กับโคโลนีปะการังซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ และความสามารถในการต้านทานโรค (ดู  Edwards and Clark, 1998; Plathong and Chulek, 1997) นอกจากนี้ เราต้องเข้าใจว่าเรากำลังจะสร้างระบบนิเวศแนวปะการัง หรือจะสร้างแปลงเลี้ยงปะการัง เราต้องทำความเข้าใจความหมายของระบบนิเวศให้ถ่องแท้ ระบบนิเวศมักประกอบไปด้วย ความหลากหลายของชนิด พันธุกรรม รูปแบบของโครงสร้าง และความสามารถที่จะสร้างทดแทนประชากรของตัวเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่มีเพียงปะการังชนิดใดชนิดหนึ่งที่โตเร็ว หรือมีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ
           ปัจจุบัน การย้ายปลูกปะการังในที่ต่างๆ ทั่วโลก มักมีความพยายามที่จะย้ายปลูกปะการังชนิดที่โตเร็ว เช่น ปะการังเขากวาง เนื่องจากเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม ปะการังเขากวางเป็นปะการังกลุ่มที่มักจะมีตัวอ่อนในมวลน้ำมากกว่าปะการังกลุ่มอื่นๆ (Sudara et al., 1994; Yeemin, et al., 1992; Yeemin and Sudara, 1992)  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปะการังชนิดนี้มีความสามารถในการฟื้นตัวเองได้ตามธรรมชาติ เพียงแต่อาจจะต้องการการช่วยเหลือบางอย่าง เช่น การให้พื้นแข็งสำหรับการลงเกาะ ถ้าสภาพพื้นทะเลไม่มีพื้นแข็งที่มั่นคง นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงชีวประวัติและความสามารถในการทนทานต่อสภาพแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์พบว่า ปะการังเขากวางมักเป็นปะการังกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมได้ง่ายกว่าชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของดาวมงกุฎหนาม การฟอกขาว คลื่นลม มลภาวะ และกิจกรรมของนักท่องเที่ยว ดังนั้น การย้ายปลูกปะการังจึงไม่ควรมุ่งเน้นไปยังปะการังกลุ่มนี้มากเกินไป  แต่ควรเป็นชนิดที่มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เช่น กลุ่มปะการังก้อน
           สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการฟื้นฟูแนวปะการัง คือ ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้กับแนวปะการัง ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของชนิดปะการังที่มีรูปทรงต่างๆ ความหลากหลายของพันธุกรรมปะการังแต่ละชนิด เนื่องจากการดำรงอยู่ของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน จะขึ้นอยู่กับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (Species diversity) ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity) และความหลากหลายของพื้นที่อยู่อาศัย (Habitat diversity) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปะการังชนิดใดชนิดหนึ่ง พันธุกรรมใดพันธุกรรมหนึ่ง หรือพื้นที่อาศัยเพียงรูปแบบเดียว ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลให้สิ่งมีชีวิตบางชนิด บางสายพันธุ์อยู่รอดได้ ในขณะที่บางสายพันธุ์อาจจะตายไป ปะการังชนิดใด หรือสายพันธุ์ใดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็จะเป็นตัวพ่อแม่พันธุ์ให้กับสิ่งมีชีวิตรุ่นต่อๆไป
           โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาการฟื้นฟูปะการังด้วยการย้ายปลูกที่ต้องมีการหักกิ่งปะการังจากโคโลนีหนึ่งหรือหลายโคโลนี แยกเป็นหลายๆ กิ่ง เพื่อนำไปปลูกอีกที่หนึ่ง  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการปลูกปะการังด้วยกิ่งก้านเป็นการ cloning ปะการังโดยฝีมือมนุษย์  เนื่องจากเป็นการแบ่งปะการังออกมาจากโคโลนีเดียวกัน หรือมาจากโคโลนีที่มีพันธุกรรมเดียวกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์การแปรปรวนทางธรรมชาติ เช่น ปรากฏการณ์ฟอกขาวของปะการัง สิ่งที่อาจจะพบเห็นได้คือ ปะการังทุกโคโลนีที่เกิดจากการย้ายปลูกตายทั้งหมด เนื่องจากมีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำ นั่นหมายความว่า เงินหลายล้านบาท แรงงาน และความตั้งใจที่ทุ่มเทไปกับการย้ายปลูกปะการัง ก็จะเป็นเสมือนกับการทุ่มเงินและหยาดเหงื่อไปทิ้งในทะเลนั่นเอง
           นอกจากนี้ ถ้าเราผ่านกระบวนการศึกษาจนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วพบว่า บริเวณนั้นไม่มีตัวอ่อนปะการังเข้ามา ไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้ด้วยตัวอ่อนที่ได้จากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศแล้วจริงๆ  เรายังมีทางเลือกอื่นๆ เช่น การเพาะตัวอ่อนปะการังขึ้นมาจากการผสมพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ แล้วปล่อยให้ตัวอ่อนลงเกาะบนพื้นแข็งในห้องปฏิบัติการ ก่อนจะย้ายไปปลูกในธรรมชาติ หรือเพียงเพาะตัวอ่อนปะการังแล้วปล่อยไปในมวลน้ำ ก็จะเพิ่มโอกาสให้แนวปะการังได้ฟื้นฟูตัวเองอย่างยั่งยืน  เนื่องจากการฟื้นฟูประชากรด้วยการส่งเสริมกระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จะให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมมากกว่าการใช้วิธีการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยการแตกหักของกิ่งก้าน เนื่องจากไม่ว่าเราจะสามารถขยายจำนวนโคโลนีปะการังได้นับร้อยนับพันโคโลนีก็ตาม  แต่ถ้าโคโลนีปะการังเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากปะการังเพียงโคโลนีเดียว  ปะการังนับร้อยนับพันโคโลนีที่ขยายมาได้ ก็มีเพียงพันธุกรรมเดียว
           สิ่งสำคัญ คือ ถ้าผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจในโครงการต่างๆ เข้าใจว่า การย้ายปลูกปะการังเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะแทนที่จะตัดสินใจดำเนินโครงการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง หรือตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินโครงการ กลับเลือกวิธีการที่จะย้ายปะการังออกไปที่อื่นๆ ที่ซึ่งไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ว่า ปะการังที่ย้ายไปนั้นจะอยู่รอดหรือไม่ หรือเมื่อพบว่าปะการังในพื้นที่โครงการมีความเสื่อมโทรม ก็ใช้วิธีการนำปะการังจากที่อื่นมาปลูกทดแทน แทนที่จะมุ่งไปแก้ปัญหาที่ต้นตอของความเสื่อมโทรมของปะการัง ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการังในระยะยาวได้
           ดังนั้น การย้ายปลูกปะการังด้วยการปลูกกิ่งก้าน (Fragment transplantation) จึงควรเป็นหนทางเลือกสุดท้ายที่จะนำมาใช้ในการฟื้นฟูแนวปะการัง หลังจากพิจารณาแล้วว่า กระบวนการฟื้นตัวด้วยตัวอ่อนปะการังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปะการัง