ข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการ ข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการ
908 view

          พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งถือเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ถูกนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศมาเป็นเวลาช้านาน ทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม แหล่งเหมืองแร่และเหมืองทราย การตั้งถิ่นฐาน การท่องเที่ยว การคมนาคมและการขนส่ง ฯลฯ แต่นับจากอดีตจนถึงปัจจุบันประเทศไทยยังขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งจากการขาดการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ความขัดแย้งและความซ้ำซ้อนในบทบาทหน้าที่ ขาดบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงการมีกฎหมายที่ล้าหลังเปิดช่องโหว่ให้แก่ผู้กระทำความผิด การขาดมาตรการในการบริหารจัดการดูแลรักษาทรัพยากรดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาสู่ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากความต้องการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทั้งจากปัญหาการจับสัตว์น้ำเกินอัตราการผลิต การใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง การปล่อยหรือทิ้งของเสียและสารเคมีลงสู่ทะเล การพัฒนาพื้นที่เพื่ออุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว การรุกล้ำพื้นที่ชายฝั่ง ฯลฯ
          การบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งจึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรหันมาให้ความสำคัญ และร่วมมือกันหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป
1. การกำหนดขอบเขตที่ดินชายฝั่งทะเล
          การจัดการที่ดินชายทะเล หมายถึง การวางแผนพัฒนาที่ดินและจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล ที่ต้องบูรณาการการวางแผนในรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และสนองวัตถุประสงค์ที่เป็นองค์รวม (comprehensive) ในการมุ่งใช้ทรัพยากรให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน โดยเน้นให้ความสำคัญต่อปัญหาที่เกิดในปัจจุบัน เช่น ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการแข่งขันกันระหว่างการใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ จากทรัพยากรธรรมชาติ
          ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการวางแผนจัดการที่ดินและทรัพยากรชายฝั่งทะเล จะสามารถลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร ที่ดิน และอาจสามารถหลีกเลี่ยงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (environmental impact statement) ซึ่งต้องใช้เวลาในการจัดทำมากได้ นอกจากนี้ยังจะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่จะใช้ทรัพยากรชายฝั่งทะเลให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดโดยรวมได้ง่ายขึ้นด้วย
          เป้าหมายหลักของการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล คือการรักษาเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน มีการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทรัพยากรไม่มากเกินไปหรือเร็วเกินไปจนทรัพยากรไม่สามารถฟื้นฟูได้ทัน หรือเปรียบฐานทรัพยากรที่มีอยู่เป็นต้นทุนที่จะได้รับผลเป็นกำไรหรือดอกเบี้ยรายปี และส่วนของกำไรหรือดอกเบี้ยนี้ก็คือทรัพยากรที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่นำส่วนที่เป็นต้นทุนหรือฐานทรัพยากรมาใช้ ซึ่งการรักษาฐานทรัพยากรไว้จะทำให้แน่ใจว่า กำไรหรือดอกเบี้ยรายปีนี้จะตกทอดไปถึงคนรุ่นหลังต่อไป
          ดังนั้น กรอบแนวคิดในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลสำหรับการวางแผนจัดการและพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งทะเล เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และความต้องการในระดับชาติ ทั้งในด้านการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล ตลอดจนการนำมาใช้ประโยชน์ ได้แก่
          - เขตชายฝั่งทะเลมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว และต้องการการจัดการและวางแผนพัฒนาที่มีลักษณะเฉพาะตัว เพื่อใช้สำหรับบริเวณส่วนต่อระหว่างพื้นดินและทะเล และขอบเขตพื้นที่จะต้องสามารถปรับได้  เพื่อให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของกระบวนการวางแผน
          - เขตชายฝั่งทะเลมีน้ำเป็นแรงธรรมชาติสำคัญที่ประสานระบบทรัพยากรชายฝั่งต่างๆ เข้าด้วยกัน และมีความซับซ้อน น้ำจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญซึ่งต้องการการจัดการที่มีลักษณะเฉพาะด้วย
          - พื้นที่ชายฝั่งทะเล ทั้งส่วนบกและน้ำเป็นเขตต่อเนื่องกันและแบ่งแยกไม่ได้ จะต้องวางแผนและจัดการร่วมกันเสมอ เนื่องจากกระบวนการจัดการและวางแผนพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งทะเลถือว่าขอบเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตั้งอยู่บนพื้นฐานของปัญหาที่จะต้องมุ่งแก้ไขในแต่ละเรื่องแบบการบูรณาการ
          - คุณสมบัติทางกายภาพของพื้นที่เป็นเรื่องหลักที่ต้องให้ความสำคัญในการวิเคราะห์ประเมินค่าทางสภาพแวดล้อม ดังนั้น กลวิธีพิจารณาขอบเขตชายฝั่งทะเลต้องเริ่มต้นที่ความสามารถของระบบสภาพแวดล้อม (environmental system) ที่จะค้ำจุนการพัฒนาทุกประเภท ทุกระดับและตอบสนองการจัดการในรูปแบบต่างๆ
          - ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขตชายฝั่งทะเล การประสานความพยายามในการพัฒนาภาคเศรษฐกิจต่างๆ ในพื้นที่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ตอบแทนทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสมและในระยะยาว การประสานข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ รวมทั้งการพัฒนาเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรที่สามารถฟื้นฟูได้ จำเป็นต้องการวิธีการพิเศษเพื่อช่วยแก้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับทางเลือกในการพัฒนา ตลอดจนต้นทุนที่จะต้องใช้และกำไรที่จะได้กลับคืนมา ดังนั้น ขอบเขตการปกครองจึงเป็นกลวิธีที่สร้างความเข้าใจต่อการวิเคราะห์ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจที่ชี้ลักษณะเฉพาะของพื้นที่
          - การพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างต่อเนื่องและถาวร จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อทรัพยากรที่สามารถฟื้นฟูได้ และควรจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่ดีที่สุดโดยให้ทรัพยากรนั้นคงอยู่ และยังประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ในการกำหนดเขตชายฝั่งทะเลจึงควรมีลักษณะกว้างพอที่จะครอบคลุมถึงระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญ
          - หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและวางแผนพัฒนาชายฝั่งทะเล จะต้องมีบทบาทพิจารณาขอบเขตชายฝั่งทะเล การบริหารงานเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่และทรัพยากรชายฝั่งทะเล เป็นที่งานซับซ้อน เนื่องจากขอบข่ายความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ ที่มีต่อพื้นที่ใดพื้นหนึ่งมีต่างกันซึ่งบางครั้งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในการดำเนินงาน นอกจากนั้น ปริมาณของทรัพยากรซึ่งแต่ละหน่วยงานต้องรับผิดชอบร่วมกันมีหลายด้าน ดังนั้น บทบาทการพิจารณาเขตชายฝั่งทะเลที่ใช้เพื่อการจัดการและวางแผนพัฒนาทรัพยากรจึงต้องการความร่วมมือกันอย่างมาก
2. การจำแนกเขตการใช้ที่ดินชายฝั่งทะเล
          การกำหนดขอบเขตที่ดินชายทะเลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อใช้ในการบริหารจัดการที่ดินชายฝั่งทะเลและการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ จำเป็นจะต้องพิจารณาเขตอิทธิพลทั้งหมดเพื่อให้ทราบถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของระบบนิเวศทั้งหมด ว่าแต่ละระบบนิเวศนั้นๆ มีหน้าที่ (function) และต้องการสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน มีความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversities) ที่มีบทบาทสำคัญในแต่ละระบบนิเวศอย่างไร ซึ่งสามารถจำแนกเขตการใช้ที่ดินได้ดังนี้
          เขตที่ดินชายทะเล (Coastal Land Boundary) เป็นพื้นที่อยู่ในเขตซึ่งได้รับอิทธิพลของบกและทะเล ประกอบด้วย (1) ส่วนบนบกได้แก่ พื้นที่ดินเหนือแนวฝั่งทะเลที่เริ่มตั้งแต่แนวน้ำทะเลลงต่ำสุด  ลึกเข้ามาในแผ่นดิน โดยที่ดินเหล่านั้นจะที่ได้รับอิทธิพลของทะเลเข้าถึง จนถึงแนวสันปันน้ำที่สูงสุดด้านใน ที่อยู่ในเขตจังหวัดชายฝั่งทะเล หรือแนวเขตจังหวัดนั้นๆ ที่ไม่อาจพบแนวสันปันน้ำเด่นชัด ซึ่งเป็นแนวที่ขวางกั้นอิทธิพลของทะเลไว้ (2) ส่วนทะเล เริ่มจากแนวน้ำทะเลลงต่ำสุด ลงไปจนถึงแนวที่ลาดไหล่ทวีป ที่ดินเหล่านั้นจะได้รับอิทธิพลของส่วนพื้นที่บนบกโดยตรงต่อส่วนที่เป็นพื้นน้ำทะเลและส่วนที่เป็นพื้นที่ดินใต้พื้นทะเล ลักษณะของไหล่ทวีปจะเป็นบริเวณที่มีความเอียงน้อยและมีสภาพและระยะห่างจากชายฝั่งทะเลที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ลักษณะทางภูมิประเทศของพื้นที่ใต้ทะเลในพื้นที่นั้นๆ
          เขตการจัดการพื้นที่ดินชายทะเล (Coastal Land Management Boundary) ได้แก่ เขตที่ดินชายทะเลในส่วนของแผ่นดิน (Terrestrial) ที่มีศักยภาพการพัฒนาในด้านต่างๆ สูง มีความเข้มข้นของการแข่งขันการใช้ประโยชน์ที่ดิน และได้รับอิทธิพลจากทะเลที่รุนแรง รวมถึงพื้นทะเลจรดแนวขอบที่ลาดไหล่ทวีปด้วย โดยมีหลักการจำแนกเขตเพื่อให้เกิดความเด่นชัดในการเลือกพื้นที่เพื่อการวางแผนการจัดการเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรชายฝั่งและพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดังนี้
          เขตอิทธิพลชั้นนอก  (Outer Zone) เป็นเขตที่มีความสำคัญในแง่การจัดการที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินตามลักษณะเสมือนพื้นที่กันชน (Buffer Zone) และที่ดินชายทะเลส่วนนี้เป็นพื้นที่พัฒนาหรือมีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ต่อเนื่อง (Transitional Zone) กับพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นใน พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้อิทธิพลของน้ำจืด ตั้งแต่เขตสันปันน้ำลงมาเชื่อมต่อกับที่ราบลุ่มชายฝั่ง (Coastal Plain)  ดังนั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตนี้จะส่งผลกระทบนอกพื้นที่ (off-site impacts)โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต่ำกว่าหรือพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล เช่นการทับถมของตะกอนบริเวณที่ราบลุ่มหรือพื้นที่ชายฝั่งและทะเลอันเนื่องจากการทำการเกษตรในบริเวณที่ดอน หรือการทำเหมืองแร่ในบริเวณ ที่สูง หรือการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำจะดักตะกอนดินที่พัดพามาตามแม่น้ำทำให้ปริมาณตะกอนทับถมบริเวณปากแม่น้ำลดน้อยลง เป็นต้น
          เขตอิทธิพลชั้นใน  (Inner Zone) เป็นส่วนของแผ่นดินบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งต่อเนื่องกับทะเล พื้นที่ดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากทะเลอย่างเด่นชัด เช่น ดินเค็ม มีพืชทนเค็มขึ้น เป็นต้น เป็นเขตที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากมีความหลากหลายของระบบนิเวศและมีคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการท่องเที่ยว การอุตสาหกรรม การเกษตร การประมง การป่าไม้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ชุมชนที่อยู่อาศัย และการสันทนาการ เป็นต้น  ดังนั้น จึงเกิดความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดินอยู่เสมอ (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ม.ป.ป.)
3. ขอบเขตการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทย
          เขตการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลเป็นเขตที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการวางแผนการใช้ที่ดินและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อยังการใช้ประโยชน์สูงสุดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล
          กรอบและนโยบายที่ดินบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล จะต้องพิจารณาทั้งส่วนที่ดินบนฝั่งที่เป็นพื้นที่ราบชายฝั่งหรือเขตอิทธิพลชั้นในของที่ดินชายทะเลและส่วนพื้นน้ำทะเล ที่ต่อเนื่องลงไปในทะเล เขตการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลดังกล่าว กรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมกับคณะอนุกรรมการพัฒนาที่ดินชายทะเลประจำจังหวัดที่ติดชายทะเล 24 แห่ง ซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาที่ดิน พ.ศ.2526 ได้กำหนดขอบเขตพื้นที่จัดการที่ดินชายทะเล ตามโครงการพัฒนาที่ดินชายทะเล ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล” เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบูรณาการบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้เสนอผลการประชุมของคณะอนุกรรมการพัฒนาที่ดินชายทะเลประจำจังหวัดต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาที่ดินชายทะเลส่วนกลางเมื่อ 26 ธันวาคม 2543 โดยนำขอบเขตการปกครองมาช่วยในการกำหนดพื้นที่ชายฝั่งทะเล ส่วนบนบกด้านในสุดเพิ่มเติมขอบเขตอิทธิพลตอนใน ส่วนในทะเลใช้แนวปะการัง แนวหญ้าทะเล แนวหาดเลน และในกรณีที่ไม่ปรากฏว่ามีทรัพยากรดังกล่าว ก็ให้กำหนดระยะห่างจากฝั่งทะเลออกไป 3 กิโลเมตร ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พระราชบัญญัติประมง พ.ศ. 2490) เรื่องกำหนดเขตห้ามใช้เครื่องมืออวนลากและอวนรุนที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมง (20 กรกฎาคม 2515) หรือระยะห่างจากเกาะออกไป 1 กิโลเมตร
          ขอบเขตพื้นที่จัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเล ตามลักษณะการกำหนดขอบเขตการปกครองนั้น จะใช้ขอบเขตตำบลเป็นเกณฑ์ โดยที่ตำบลนั้นๆ ต้องมีคุณสมบัติทางกายภาพข้อใดข้อหนึ่งดังกล่าวข้างต้น และไม่จำเป็นต้องครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบล เพียงมีพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่สามารถลงขอบเขตบนแผนที่มาตรฐาน มาตราส่วน 1: 50,000 ได้ก็ให้ตำบลนั้นเป็นตำบลที่อยู่ในเขตพื้นที่ชายทะเลทั้งหมดด้วย ดังนั้น มาตรการในการกำหนดเขตการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเล จึงสรุปได้ ดังนี้
          เขตบก หมายถึง เขตอิทธิพลตอนในทั้งหมด ซึ่งเป็นเขตที่ได้รับอิทธิพลจากทะเล โดยพิจารณาจาก ลักษณะดิน ภูมิสัณฐาน สังคมพืชและสัตว์  โดยใช้เขตตำบลเป็นเส้นแบ่งเขตการจัดการพื้นที่ชายทะเล ตำบลที่อยู่ในเขตพื้นที่การจัดการพื้นที่ชายทะเลจึงเป็นตำบลที่มีพื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนมี สภาพทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลของทะเล

ขอบเขตพื้นที่จัดการที่ดินชายทะเลและพื้นที่ชายฝั่งทะเล
(ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ม.ป.ป.)

          เขตในทะเล หมายถึง อาณาบริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกับการพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินบนฝั่ง ได้ใช้แนวปะการัง แนวหญ้าทะเล แนวหาดเลน และในกรณีที่ไม่ปรากฏการมีอยู่ของทรัพยากรดังกล่าว ให้กำหนดระยะห่างจากฝั่งทะเลออกไป 3 กิโลเมตร หรือ ห่างจากที่ดินที่เป็นเกาะออกไป 1 กิโลเมตร (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ม.ป.ป.)
4. การจัดทำแผนการจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์
          การจัดทำแผนการจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ หรือการทำโซนนิ่ง (Zoning) จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้หลัก ได้แก่ การแบ่งเขตพื้นที่ โดยมีการจัดการการท่องเที่ยวทางทะเล กระบวนการสำรวจระบบนิเวศ และสถานภาพทรัพยากรในบริเวณชายฝั่ง เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงาน
          4.1 การแบ่งเขตพื้นที่
          กลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญสำหรับการจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน คือ การแบ่งเขตพื้นที่ออกเป็นเขตต่าง ๆ ตามลักษณะ ปริมาณ คุณภาพ และความสำคัญของพื้นที่ในแต่ละบริเวณ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทั้งในด้านการปกป้อง และการลดปัญหาของการใช้ประโยชน์ในบริเวณเดียวกัน
          4.1.1 การกำหนดแนวทางแบ่งเขตการจัดการ
          การจัดการระบบนิเวศเกาะมักจะมีต้องคำนึงถึงพื้นที่ทั้งบนบกและในทะเล ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งด้านระบบนิเวศ และรูปแบบการใช้ประโยชน์ ดังนั้น การจัดการระบบนิเวศทางทะเลจึงมีกระบวนการในการจัดการที่แตกต่างกัน เพราะจะต้องมีการเชื่อมโยงการแบ่งเขตการจัดการให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์บนฝั่ง ในการปกป้องพื้นที่ทางทะเลนั้น คณะผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มประเทศอาเซียนได้เสนอว่า การกำหนดเขตการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล นอกจากคำนึงถึงแผนการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ในทะเลแล้ว ยังต้องสอดคล้องกับการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์บนบกด้วย เช่น รูปแบบการใช้ประโยชน์บนชายฝั่งที่อยู่ใกล้กับแนวปะการัง จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง เช่น น้ำเสียจากบ้านพัก ร้านอาหาร การก่อสร้างท่าเทียบเรือ เป็นต้น
          โดยทั่วไป ระบบนิเวศบนบกและในทะเลมีความแตกต่างที่สำคัญ ที่ต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนการจัดการพื้นที่ คือ

ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนการจัดการพื้นที่ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง
(ที่มา : สำนักความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ, 2548)

          มิติ (Dimensions)
          โดยทั่วไป สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศบนบกมักจะมีกิจกรรมหลักที่สัมพันธ์กับพื้นดิน ในขณะที่สิ่งมีชีวิตในทะเลมักจะมีกิจกรรมที่สำคัญอยู่ทั้งพื้นทะเล และในมวลน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งมีชีวิตในทะเลหลายชนิดมีตัวอ่อนที่เป็นสัตว์หน้าดิน ในขณะที่มีตัวอ่อนล่องลอยอยู่ในมวลน้ำ คือ มี 3 มิติ ดังนั้น มวลน้ำจึงมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ

          ขอบเขต (Areas)
          ระบบนิเวศบนบกมักจะมีขอบเขตที่แน่นอนที่ขึ้นกับลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา แม่น้ำ หนอง บึง หรือการแบ่งแยกโดยการใช้ประโยชน์จากมนุษย์ เช่น การตั้งถิ่นฐาน การเกษตรกรรม ถนนหนทาง เป็นต้น ดังนั้น การกำหนดขอบเขตของพื้นที่อาจทำได้ไม่ยาก ในขณะที่ระบบนิเวศในทะเลมักจะมีขอบเขตที่ไม่แน่นอน และมีความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศ เช่น สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศปะการัง อาจจะมีการเคลื่อนที่ไปมาระหว่าง ระบบนิเวศหญ้าทะเล ป่าชายเลน และในทะเลเปิด สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีสถานที่ของการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่หนึ่ง ในขณะที่ตัวเต็มวัยอาศัยอยู่อีกบริเวณหนึ่ง สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีขอบเขตการแพร่กระจายที่กว้างมาก เช่น เต่าทะเล มีการเคลื่อนที่ระหว่างทะเลลึก แนวปะการัง หญ้าทะเลและขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายดังนั้น การกำหนดขอบเขตของพื้นที่ปกป้องทางทะเล จึงต้องคำนึงถึงการเคลื่อนที่ไปมาของสัตว์ทะเลและการแพร่กระจายของตัวอ่อนด้วย
          การแพร่กระจายของตัวอ่อน (Larval distribution)
          สิ่งมีชีวิตในทะเลมักจะมีการปล่อยไข่ออกมาเป็นจำนวนมาก และตัวอ่อนแพร่กระจายไปได้ไกล ในขณะที่สิ่งมีชีวิตบนบกมักจะมีการออกลูกจำนวนน้อย มีการเลี้ยงดูลูก และลูกจะอยู่ใกล้กับแม่ ในการจัดการทรัพยากรบนบกจึงอาจจะกำหนดโดยการแพร่กระจายของตัวเต็มวัย ในขณะที่การจัดการทรัพยากรในทะเลจะต้องปกป้องทั้งบริเวณที่ตัวอ่อนอยู่อาศัย และบริเวณที่ตัวเต็มวัยอยู่อาศัย ตลอดจนถึงทิศทางการเคลื่อนที่ของแต่ละกลุ่ม
          น้ำลง (Tide)
          สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศทางทะเลมีการดำรงชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการขึ้นลงของน้ำ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในเขตน้ำขึ้น-น้ำลง (Intertidal zone) จะมีการปรับตัวให้อยู่ได้ทั้งสภาพที่น้ำท่วม และสภาพที่น้ำแห้งต้องขาดน้ำในช่วงน้ำลง และเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการถูกแสงแดดเป็นเวลานาน ดังนั้นในการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเล จะต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ในเขตน้ำขึ้น-น้ำลงเป็นพิเศษ
          การติดต่อถึงกัน (Connectivity)
          ในระบบนิเวศบนบก การแพร่กระจายเป็นไปได้จำกัด สารพิษ หรือสิ่งแปลกปลอมมักจะแพร่กระจายไปได้ไม่ไกล และสามารถแก้ไขได้ง่าย ในขณะที่ระบบนิเวศในทะเลมีการติดต่อถึงกันได้ง่าย เนื่องจากน้ำทะเลเป็นตัวพาและตัวทำละลายที่ดี ดังนั้นสิ่งมีชีวิต หรือสารปนเปื้อนในน้ำ จะมีการแพร่กระจายไปได้กว้าง จากอิทธิพลของกระแสน้ำ และคลื่น สารปนเปื้อนที่ถูกปล่อยในบริเวณใดบริเวณหนึ่งในเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเล หรือภายนอกเขตอาจจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งบริเวณก็ได้ ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างบริเวณชายฝั่ง ซึ่งได้แก่ การสร้างท่าเรือ การสร้างกำแพงกันคลื่น การขุดลอกร่องน้ำ การทำเหมืองแร่ในทะเล อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณของตะกอนในน้ำทะเล และมีผลต่อพื้นที่ในเขตที่เราต้องการคุ้มครองก็ได้ ดังนั้น การจัดการพื้นที่ระบบนิเวศเกาะและแนวปะการัง นอกจากจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมภายในเขตแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดมาจากกิจกรรมนอกเขต และหาทางลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย
          4.1.2 เขตการจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์
          โดยทั่วไปมักจะมีการแบ่งเขตการปกป้องและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยมีเกณฑ์ด้านพื้นที่ (มิติด้านพื้นที่) และเกณฑ์ด้านกิจกรรม (มิติด้านกิจกรรม) มาพิจารณาประกอบกัน (รูปที่ 1.4) ดังนี้
          มิติด้านพื้นที่
          เป็นการกำหนดพื้นที่โดยพิจารณาจากสภาพของระบบนิเวศ โดยกำหนดให้พื้นที่ที่มีความเปราะบางที่สุดเป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการปกป้องสูงสุด (core area) และมีพื้นที่ที่มีสภาพระบบนิเวศสมบูรณ์รองลงมา เป็นพื้นที่ปกป้องพื้นที่ไข่แดง (buffer area) สำหรับบริเวณอื่นๆ ที่ไม่มีระบบนิเวศที่สำคัญ จัดเป็นเขตใช้ประโยชน์ทั่วไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ภาพจำลองรูปแบบการแบ่งเขตการจัดการพื้นที่ (Zoning)
(ที่มา : สำนักความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ, 2548)

          ก. เขตหวงห้าม (Strict nature reserve zone) เป็นบริเวณที่ควรจัดเป็นเขตหวงห้าม เรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็นพื้นที่ไข่แดง (core area) เป็นเขตที่มีความเปราะบาง หรือมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เช่น พื้นที่วางไข่ เลี้ยงดูลูกของสัตว์ป่า หรือสัตว์ทะเล มีสิ่งมีชีวิตหายาก หากได้รับผลกระทบจากมนุษย์ จะทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล จนไม่อาจจะฟื้นกลับคืนสู่สภาพปกติได้ พื้นที่ในเขตหวงห้ามนี้ไม่เปิดโอกาสให้ทำประโยชน์ด้านอื่น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่บริหารจัดการพื้นที่
          ข. เขตสงวนสภาพธรรมชาติ (Primitive zone) เป็นบริเวณที่มีสภาพธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ควรแก่การอนุรักษ์ แต่มีการใช้ประโยชน์บางอย่างแบบดั้งเดิมของชุมชน ในรูปแบบที่ไม่ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพระบบนิเวศ เช่น บริเวณที่มีสภาพป่าไม้ชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ แต่ประชาชนในท้องถิ่นใช้สอยเพื่อการทำประมงแบบยังชีพ เช่น การจับสัตว์น้ำ การนำไม้ป่าชายเลนเพื่อประดิษฐ์เครื่องมือประมงพื้นบ้าน สำหรับส่วนทะเล ได้แก่ บริเวณที่มีแนวปะการังอุดมสมบูรณ์ แต่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบที่ไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เขตสงวนสภาพธรรมชาติทำหน้าที่เป็นเสมือนเขตกันชนแฝง (buffer area) ให้กับพื้นที่หวงห้าม หรือพื้นที่ไข่แดง โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่หวงห้าม
          ค. เขตใช้ประโยชน์ทั่วไป (General use zone) เป็นบริเวณที่ไม่มีทรัพยากรที่มีความสำคัญ เช่น พื้นน้ำที่ไม่มีระบบนิเวศปะการัง หรือหญ้าทะเล ควรอนุญาตให้มีกิจกรรมการใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ แบบดั้งเดิมของชุมชนได้ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การประมง การประกอบอาชีพของชาวประมงพื้นบ้านตามแนวชายฝั่ง การเดินเรือ ทั้งนี้เพื่อลดความขัดแย้งกับชุมชนที่มีการใช้ประโยชน์อยู่ในปัจจุบัน
มิติด้านกิจกรรม
          เป็นการพิจารณากำหนดเขต โดยใช้กิจกรรมเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเขต เช่น กิจกรรมฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ กิจกรรมการพักผ่อน หรือนันทนาการ กิจกรรมศึกษาวิจัย กิจกรรมการให้บริการนักท่องเที่ยว และกิจกรรมต่าง ๆ  เขตเหล่านี้ อาจจะอยู่ในพื้นที่ใดในเขตที่กำหนดโดยมิติด้านพื้นที่ก็ได้ โดยกันพื้นที่ข้างต้นออกมาเพื่อกำหนดกิจกรรมที่สามารถดำเนินการได้ เขตเหล่านี้ได้แก่
          ก. เขตฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ (Recovery zone)
          เป็นบริเวณที่สภาพธรรมชาติถูกรบกวน และถูกทำลายจนเสื่อมสภาพด้วยสาเหตุต่างๆ ทั้งจากฝีมือมนุษย์ และภัยธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นต้องฟื้นฟูให้คืนสู่สภาพธรรมชาติดั้งเดิม การฟื้นฟูนั้นสามารถดำเนินการในระดับต่างๆ เช่น การปล่อยไว้ให้มีการฟื้นฟูตามธรรมชาติ โดยมีการปกป้องพื้นที่ตามความเหมาะสม การปลูกหรือย้ายสิ่งมีชีวิตเพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติเพียงบางส่วน แล้วปล่อยให้ธรรมชาติมีการฟื้นฟูตามปกติ หรือการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติทั้งบริเวณ โดยมีการปลูกหรือย้ายสิ่งมีชีวิตเข้าไปแล้วมีการจัดการที่เหมาะสม
          ข. เขตเพื่อการพักผ่อนและศึกษาหาความรู้ (Outdoor recreation zone)
          เขตนี้จัดไว้เพื่อให้ผู้มาเที่ยวชมพื้นที่ได้สัมผัสกับความสวยงาม พักผ่อน และศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติ เป็นบริเวณที่มีจุดเด่นทางธรรมชาติ สามารถที่จะพัฒนาสิ่งก่อสร้างที่จะอำนวยความสะดวกได้โดยมีข้อจำกัดเฉพาะพื้นที่ รวมทั้งมีมาตรการลดผลกระทบต่อธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น ยอมให้ผู้ใช้ประโยชน์ได้เข้าร่วมในกิจกรรมนันทนาการที่ได้จัดเตรียมไว้ และพื้นที่นี้จะอยู่ใกล้เขตการบริการเพื่อสะดวกแก่การเข้าถึง ตัวอย่างเช่น การสร้างเส้นทางชมป่า เส้นทางเดินชมปะการังน้ำตื้น เส้นทางดำน้ำ โดยมีการจัดเตรียมป้ายสื่อความหมายธรรมชาติ ตามบริเวณที่สำคัญ
          ค. เขตบริการ (Intensive use zone)
          เขตนี้จัดไว้เพื่อรองรับการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่สาธารณชนจำนวนมากที่เข้ามาใช้ประโยชน์ เป็นบริเวณที่ไม่มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่ควรแก่การอนุรักษ์ไว้ พื้นที่ของเขตนี้จะอยู่ใกล้กับแหล่งที่จะพัฒนาเป็นจุดท่องเที่ยว พักผ่อน หรือศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น อาคาร ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก ที่จอดรถ ถนน เป็นต้น
          ง. เขตกิจกรรมพิเศษ (Special management zone) เป็นบริเวณที่จำแนกไว้เป็นพิเศษเพื่อรองรับกิจกรรมบางประเภทของประชาชน องค์กรเอกชน หรือหน่วยงานราชการอื่นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่บริหารจัดการพื้นที่ และกิจกรรมของสิ่งเหล่านั้น อาจจะขัดต่อหลักการของการจัดการพื้นที่ตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ และเป็นการป้องกันมิให้กิจกรรมนั้นขยายขอบเขตจนเกิดผลเสียต่อพื้นที่คุ้มครอง ตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์มาก่อนที่จะมีการประกาศเขตอนุรักษ์ พื้นที่ที่มีการบริหารจัดการแบบพิเศษ ท่าเทียบเรือ
          จ. เขตศึกษาวิจัย (Scientific zone) เป็นเขตที่กันไว้เพื่อการศึกษาวิจัย ในสภาพที่เป็นธรรมชาติ  ไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมอื่น ในบริเวณนี้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันผลกระทบจากมนุษย์ต่อการแปลผลทางวิทยาศาสตร์  เขตนี้อาจจะมีการประกาศเป็นเขตวิจัยแบบถาวร หรือประกาศชั่วคราวตามระยะเวลาของการศึกษาวิจัยแต่ละเรื่อง
          ซ. แนวกันชน (Buffer area)  เป็นบริเวณที่อยู่รอบพื้นที่คุ้มครองหลัก เช่น บริเวณรอยต่อระหว่างชุมชนกับพื้นที่อนุรักษ์ เป็นบริเวณที่อยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือพื้นที่สำคัญ แต่ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ต้องการคุ้มครอง จึงควรมีกิจกรรมด้านชุมชน และการนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันแก้ไขกิจกรรมที่จะส่งผลต่อพื้นที่
          โดยทั่วไปการแบ่งเขตการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล มักจะเป็นการแบ่งเขตในลักษณะของการเป็นพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ (Multiple uses) และยังคงอนุญาตให้มีการทำการประมงด้วยเครื่องมือบางชนิด ซึ่งสามารถพบได้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลในหลายพื้นที่ เช่น ในบริเวณ Great Barrier Reef Marine Park ของออสเตรเลีย Key Lago Marine Sanctuary ของประเทศสหรัฐอเมริกา และ Bonaire Marine Park ในทะเลแคริบเบียน ทั้งนี้เนื่องจากการกำหนดขอบเขตของแต่ละบริเวณในทะเลนั้น ไม่สามารถทำได้ง่าย และเป็นบริเวณที่มีการใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว เช่น การประมงเพื่อยังชีพ  ซึ่งถ้าพื้นที่นั้นประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทางบกแล้ว การจับปลา หรือจับสัตว์น้ำ ถือเป็นการล่าสัตว์ประเภทหนึ่ง ซึ่งผิดหลักการจัดการอุทยานแห่งชาติ (สำนักความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ, 2548)

ตัวอย่างขั้นตอนการกำหนดเขตการจัดการการใช้ประโยชน์พื้นที่
(ที่มา : ดัดแปลงจาก สำนักความร่วมมือด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ, 2548)