ภัยคุกคาม ภัยคุกคาม
1,719 view

          ในขั้นตอนการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเกาะเต่าและพื้นที่ใกล้เคียง จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้สามารถรวบรวมและเชื่อมโยงสาเหตุและสถานการณ์ปัญหาเข้าด้วยกันอย่างครบถ้วนครอบคลุม พร้อมทั้งสืบค้นไปให้ถึงรากของปัญหาได้อย่างแท้จริง ในการวิเคราะห์ครั้งนี้จึงเลือกใช้เครื่องมือการวิเคราะห์รากของปัญหา (Problem Root analysis หรือ Causal chain analysis) โดยจากการศึกษารวบรวมข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ และสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อนำมาจัดกลุ่มของภัยคุกคาม และระดับขั้นของสาเหตุความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะเต่าอย่างเป็นลำดับขั้นตอนแล้วสามารถประมวลผลได้ดังนี้
กลุ่มปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของชุมชน
          1. การแผ้วถางทำลายพื้นที่ป่าบกเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับการประกอบอาชีพ สร้างที่พักที่อยู่อาศัย ตลอดจนรีสอร์ต และโรงแรม ซึ่งส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหน้าดินลงสู่ทะเล
          2. การลักลอบทำการประมงแบบทำลายล้างโดยเรือประมงพาณิชย์ เช่น เรือปั่นไฟ อวนลาก อวนรุน ในเขตห้ามทำการประมง และการทำประมงพื้นบ้านเพื่อยังชีพที่มากเกินกำลังผลิตของธรรมชาติ
กลุ่มปัญหาร่วมระหว่างการใช้ประโยชน์ของชุมชนและการท่องเที่ยว
          3. มลพิษทางน้ำ ได้แก่ น้ำทิ้งจากชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว ของเสียและคราบน้ำมันจากเรือ จากห้องส้วมและการเททิ้ง ในอดีตที่ผ่านมายังมีปริมาณน้ำทิ้งน้อยธรรมชาติยังคงสามารถบำบัดได้ทันแต่ปัจจุบันปริมาณน้ำทิ้งมีมากเกินกว่าที่กระบวนการทางธรรมชาติจะบำบัดได้ทัน
กลุ่มปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยว
          4. ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นบนเกาะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นจนเกินขีดความสามารถในการจัดการ อีกทั้งยังขาดระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และขาดซึ่งจิตสำนึกสาธารณะ ทำให้มีขยะบางส่วนตกหล่นออกสู่ธรรมชาติ ได้แก่ แนวปะการัง หาดทราย และผิวหน้าน้ำทะเล ซึ่งขยะส่วนใหญ่มีที่มาจากชุมชน แหล่งท่องเที่ยว และเรือท่องเที่ยว
          5. ตะกอนทับถมและลดปริมาณแสงบนแนวปะการัง และหญ้าทะเล  ตะกอนเหล่านี้มาจากการกัดเซาะหน้าดิน จากการเปิดหน้าดินบนเกาะ เพื่อการก่อสร้าง และพัฒนาต่างๆ การกัดเซาะชายฝั่งจากการสร้างท่าเรือ ขุดลอกร่องน้ำ และการก่อสร้างริมทะเล
          6. การแล่นเรือ การจอดเรือบริเวณแนวปะการังและหญ้าทะเล และชายหาด เนื่องจากมีการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่เปราะบาง เช่น ตามเกาะต่างๆ ที่มีแนวปะการัง หญ้าทะเล และชายหาด
          7. การเหยียบย่ำของนักท่องเที่ยว และการรบกวนวงชีวิตสัตว์ ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เปราะบาง ง่ายต่อการถูกทำลาย เช่น แนวปะการังน้ำตื้นที่สามารถยืนได้ถึง ตลอดจนการรบกวนวงชีวิต และวิถีชีวิตสัตว์ป่า และสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติตนที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยว
          8. การจับปลาและสัตว์น้ำจากแนวปะการัง และสัตว์ป่าโดยกลุ่มแรงงานต่างถิ่น ตลอดจนการเก็บหาสัตว์น้ำและสัตว์ป่าเพื่อสนองความต้องการบริโภคของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังพบการจับสัตว์น้ำเพื่อการเลี้ยงเป็นปลาตู้
กลุ่มปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาติและปรากฏการณ์ธรรมชาติ
          9. ปะการังฟอกขาว (โลกร้อน) พายุ  คลื่นลม ดาวมงกุฎหนาม โรค ประชากรสัตว์หายากลดลง และการพบสัตว์น้ำต่างถิ่น เช่น  สัตว์น้ำจากทะเลลึก เป็นต้น ปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลก ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม แนวปะการังที่สมบูรณ์จะมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ดี
รากของปัญหา
          เพื่อให้เป็นแนวทางในการจัดวางโครงสร้างการบริหารจัดการเกาะเต่าในอนาคตต่อไป โดยมุ่งเน้นที่การแก้ไขที่รากของปัญหา ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว จากการวิเคราะห์รากของปัญหาจึงสามารถประมวลรากของปัญหาที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพได้ดังนี้
          1. ประชาชนขาดความสนใจ และขาดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และมีทัศนคติเชิงลบต่อการประกาศเขตอนุรักษ์ ส่งผลให้ประชาชนไม่ใส่ใจในกติกาของการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติในพื้นที่ ขาดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน
          2. ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมบนเกาะ  มีงบประมาณไม่เพียงพอ ซึ่งนำไปสู่การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ หรือมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
          3. มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการพื้นที่ ทั้งการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน และการที่บุคลากรปัจจุบันมีความสามารถไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
          4. กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการบริหารจัดการพื้นที่ จึงไม่สามารถสร้างกติกาที่เหมาะสมสำหรับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การป้องกันผลกระทบจากการพัฒนาชายฝั่ง และกิจกรรมต่างๆ เช่น การควบคุมน้ำทิ้งจากเรือ ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว และขยะซึ่งมีปริมาณมากเกินความสามารถในการบริหารจัดการในปัจจุบัน
          5. ขาดประสิทธิภาพในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เนื่องจากยังไม่มีแนวทางและนโยบายที่เหมาะสม หรือยังไม่ได้นำนโยบายที่เหมาะสมที่เคยใช้ในพื้นที่อื่นๆ ได้ดีมาใช้ในพื้นที่
          6. ขาดองค์ความรู้ที่มีความจำเป็นต่อการบริหารจัดการพื้นที่ และองค์ความรู้ที่มีอยู่ไม่ถูกนำมาสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ เช่น เกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้ประโยชน์ และการป้องกันผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆ เช่น น้ำทิ้งและขยะ การแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร งานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ และการติดตามตรวจวัดสถานภาพทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้มีนโยบายการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว และการพัฒนาในพื้นที่เปราะบาง
          7. ภาครัฐ ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป ขาดทักษะ ความรู้ และความตระหนักในการอนุรักษ์ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความไม่รู้ถึงวิธีการที่เหมาะสม ตลอดจนค่านิยมของประชาชนและภาครัฐที่ไม่เหมาะสม
          8 .ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระดับโลก ไม่สามารถป้องกันได้ และระบบนิเวศอยู่ในสภาวะเครียด และมีความเสี่ยงต่อการตายสูง เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง
แนวทางการแก้ไขปัญหา
          ในเบื้องต้นคณะทำงานได้กำหนดแนวทางทั่วไปที่จะแก้ไขปัญหา (สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. 2553ข) ได้แก่
          - เสริมสร้างการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 
          - สร้างองค์ความรู้และนำข้อมูลทางวิชาการมาเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ 
          - ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
          - สร้างความตระหนัก และเสริมความรู้ที่เหมาะสมสำหรับภาครัฐ ผู้ประกอบการ ประชาชน และนักท่องเที่ยว 
          - สร้างกลไกการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 
          - การบริหารจัดการองค์กรและการจัดการทั่วไป 
          - พัฒนาความสามารถและจัดหาบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการ
          - ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ
          - เร่งฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม และสร้างภูมิคุ้มกันของระบบนิเวศในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติทั้งจากมาตรการในระยะสั้นและระยะยาวอย่างจริงจัง