รายละเอียดโครงการ
ความสำคัญของพื้นที่

          ในอดีตที่ผ่านมาด้วยเหตุที่สภาพป่าไม้บนเกาะมีความสมบูรณ์ และช่วยยึดเกาะหน้าดิน ส่งผลให้เกาะเต่ามีทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลที่มีความสมบูรณ์ มีน้ำทะเลใสสะอาด ส่งผลให้มีแนวปะการังที่มีความสมบูรณ์ และสวยงาม ทำให้เกาะเต่ากลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในการเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยือนชื่นชมความงามของพื้นที่เกาะเต่าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจกรรมการท่องเที่ยวดำน้ำทั้งแบบผิวน้ำและการดำน้ำลึก นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งดำน้ำที่มีการสอน และออกบัตรดำน้ำสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอีกด้วย
          ขณะที่แหล่งทรัพยากรใต้ท้องทะเลของเกาะเต่ามีความสวยงามและสมบูรณ์จนได้รับความนิยมจากนักเที่ยวอย่างมาก การพัฒนาพื้นที่บนบกของเกาะเต่า เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว พื้นที่บนบกของเกาะเต่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัย ที่พัก สิ่งก่อสร้างต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ปัญหาสำคัญที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน คือ การเปิดหน้าดินบนที่ลาดชัน และเกิดการกัดเซาะดินลงสู่ทะเล การบริหารจัดการขยะจากนักท่องเที่ยว การปล่อยน้ำเสียจากชุมชนลงสู่ทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ในปี 2553 ยังเกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวบริเวณเกาะเต่าอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สภาวะทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและสิ่งแวดล้อมของเกาะเต่ากำลังมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไปในทิศทางที่เสื่อมโทรมลง
​          ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดกติการ่วมกันระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้ประโยชน์ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของเกาะเต่า เพื่อให้สามารถอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้เพื่อการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมต่างๆ อย่างยั่งยืน
​          กลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญสำหรับการจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน คือ การแบ่งเขตพื้นที่ออกเป็นเขตต่าง ๆ ตามลักษณะ ปริมาณ คุณภาพ และความสำคัญของพื้นที่ในแต่ละบริเวณ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทั้งในด้านการปกป้อง และการลดปัญหาของการใช้ประโยชน์ในบริเวณเดียวกัน ทั้งนี้การจัดการระบบนิเวศเกาะมักจะต้องคำนึงถึงพื้นที่ทั้งบนบกและในทะเล ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งด้านระบบนิเวศ และรูปแบบการใช้ประโยชน์ ดังนั้น การจัดการระบบนิเวศทางทะเลจึงมีกระบวนการในการจัดการที่แตกต่างกัน เพราะจะต้องมีการเชื่อมโยงการแบ่งเขตการจัดการให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์บนฝั่ง ในการปกป้องพื้นที่ทางทะเลนั้น คณะผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มประเทศอาเซียนได้เสนอว่า การกำหนดเขตการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล นอกจากคำนึงถึงแผนการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ในทะเลแล้ว ยังต้องสอดคล้องกับการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์บนบกด้วย เช่น รูปแบบการใช้ประโยชน์บนชายฝั่งที่อยู่ใกล้กับแนวปะการัง จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง เช่น น้ำเสียจากบ้านพัก ร้านอาหาร การก่อสร้างท่าเทียบเรือ เป็นต้น
​          ระบบนิเวศบนบกมักจะมีขอบเขตที่แน่นอนที่ขึ้นกับลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา แม่น้ำ หนอง บึง หรือการแบ่งแยกโดยการใช้ประโยชน์จากมนุษย์ เช่น การตั้งถิ่นฐาน การเกษตรกรรม ถนนหนทาง เป็นต้น ดังนั้น การกำหนดขอบเขตของพื้นที่อาจทำได้ไม่ยาก ในขณะที่ระบบนิเวศในทะเลมักจะมีขอบเขตที่ไม่แน่นอน และมีความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศ เช่น สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศปะการัง อาจจะมีการเคลื่อนที่ไปมาระหว่าง ระบบนิเวศหญ้าทะเล ป่าชายเลน และในทะเลเปิด สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีสถานที่ของการเจริญเติบโตของตัวอ่อนที่หนึ่ง ในขณะที่ตัวเต็มวัยอาศัยอยู่อีกบริเวณหนึ่ง สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีขอบเขตการแพร่กระจายที่กว้างมาก เช่น เต่าทะเล มีการเคลื่อนที่ระหว่างทะเลลึก แนวปะการัง หญ้าทะเล  และขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย  ดังนั้น การกำหนดขอบเขตของพื้นที่ปกป้องทางทะเล จึงต้องคำนึงถึงการเคลื่อนที่ไปมาของสัตว์ทะเลและการแพร่กระจายของตัวอ่อนด้ว
​          ในอดีตที่ผ่านมา แผนการจัดการพื้นที่ในประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ทางทะเลที่ควบคู่ไปกับการปกป้องรักษาทรัพยากรทางทะเล ดังจะเห็นได้จากแผนการจัดการอุทยานแห่งชาติทางทะเลหลายแห่ง ที่มีเพียงการแบ่งเขตการจัดการทรัพยากรบนบกเท่านั้น ยังไม่ปรากฏการแบ่งเขตหรือมาตรการการจัดการพื้นที่ในทะเลที่เหมาะสม เมื่อไม่สามารถแบ่งเขตการจัดการพื้นที่ที่สอดคล้องกับสถานภาพทรัพยากร และการใช้ประโยชน์จากกลุ่มคนต่างๆ จึงได้นำไปสู่การเกิดความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในทะเล เช่น ความขัดแย้งระหว่างการใช้ประโยชน์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ และการฟื้นฟูทรัพยากรที่เสื่อมโทรม ไปจนถึงความขัดแย้งของการทำการประมงเพื่อยังชีพ และการท่องเที่ยว หรือแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างการท่องเที่ยวประเภทต่างๆ เอง และในหลายบริเวณได้นำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของทรัพยากร