รายละเอียดโครงการ
สถานภาพทั่วไป

          เกาะโลซิน (อดีต-พ.ศ. 2540) (Lusin ในภาษาอินโดนีเซีย แปลว่า 12 ซึ่งเป็นหน่วยนับพื้นฐานของสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นเกาะโลซินอาจหมายถึงเกาะที่อยู่ห่างไกลที่สุด ซึ่งคือเกาะที่ 12 หรือ Lusin)
ภูมิหลังว่าด้วยการแบ่งเขตไหล่ทวีป
​          การเจรจาแบ่งอาณาเขตทางทะเลระหว่างไทยกับมาเลเซีย ได้เริ่มกระทำกันตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1972 โดยมีปัจจัยสำคัญอยู่ 2 ประการที่ผลักดันให้เกิดการเจรจาแบ่งอาณาเขตทางทะเลขึ้น คือ ประการแรก สหประชาชาติได้จัดทำประมวลกฎหมายทะเลขึ้นในรูปของอนุสัญญา โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป (Continental Shelf) ซึ่งมีผลทำให้มีอาณาเขตทะเลขึ้นมาใหม่หลายประเภท ซึ่งเมื่อประกอบกับวิกฤตการณ์น้ำมันปิโตรเลียม ทำให้ไทยและมาเลเซียเห็นความสำคัญในอันที่จะต้องมีการแบ่งปันอาณาเขตทางทะเลระหว่างกันให้เป็นที่แน่ชัดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะทั้งสองประเทศได้ให้สัมปทานกับบริษัทน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนกันไปแล้ว ประการที่สอง สนธิสัญญาระหว่างสยามกับอังกฤษ ค.ศ. 1909 (ปี พ.ศ. 2452) ว่าด้วยเขตแดน ซึ่งภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ จากปากแม่น้ำโกลกซึ่งทำให้มาเลเซียเสียดินแดนเพิ่มขึ้น ไทยจึงเห็นว่าควรจะมีการเจรจากับมาเลเซียเสียใหม่ ต่อมามีการเจรจาเกี่ยวกับการแบ่งเขตไหล่ทวีป ระหว่างไทย-มาเลเซียในอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ ระหว่างผู้แทนของทั้งสองฝ่ายระหว่าง 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม ค.ศ. 1978 (ปี พ.ศ. 2521) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ผลปรากฏว่าไม่สามารถหาข้อยุติเกี่ยวกับเรื่องเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีประหว่างกันได้ เนื่องจาก
​          1. ฝ่ายมาเลเซียประสงค์จะหยั่งทราบท่าทีของฝ่ายไทยเท่านั้น จึงไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้มีอำนาจเข้าร่วมการเจรจา​
​          2. ตามอนุสัญญากรุงเจนีวาปี ค.ศ. 1958 (ปี พ.ศ. 2501) ว่าด้วยไหล่ทวีป ฝ่ายไทยย่อมสามารถใช้เกาะโลซินเป็นเส้นฐานในการกำหนดเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปกับมาเลเซียได้ แต่มาเลเซียพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมใช้เกาะดังกล่าว
​          3. ในพื้นที่บริเวณอ่าวไทยและทะเลจีนตอนใต้ ในส่วนที่ยังตกลงกันไม่ได้นี้มีก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ทั้งสองฝ่ายจึงพยายามหาเหตุผลทุกวิถีทาง เพื่อให้บ่อก๊าซทั้งหมด หรือจำนวนมากที่สุดเข้ามาอยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของแต่ละฝ่ายเท่าที่จะทำได้​

​          อย่างไรก็ตาม การเจรจาดังกล่าวเป็นผลให้ท่าทีทางด้านกฎหมายของไทยดีขึ้นเพราะสามารถทำให้มาเลเซียยอมรับหลักการที่จะแบ่งเขตไหล่ทวีปกับไทย โดยอาศัยมูลฐานตามกฎหมายตามอนุสัญญาเจนีวาปี ค.ศ. 1958 (ปี พ.ศ. 2501) ว่าด้วยไหล่ทวีปต่อมาฝ่ายมาเลเซียได้แสดงความจำนงที่จะขอเปิดการเจรจาแบ่งเขตไหล่ทวีปต่อจากการเจรจาครั้งก่อน ฝ่ายไทยจึงตกลงให้จัดการประชุมระหว่าง 6-9 ธันวาคม ค.ศ. 1979 (ปี พ.ศ. 2522) แต่ได้รับการแจ้งจากทางการมาเลเซีย ให้เลื่อนการเจรจาออกไปอีกระยะหนึ่งอย่างกะทันหัน โดยให้เหตุผลว่านายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีความวิตกกังวลในการเจรจาครั้งนี้ จึงเห็นว่าควรจะมีการปรึกษาหารือกันระหว่างระดับนายกรัฐมนตรีในหลักบางประการก่อนที่จะส่งคณะผู้แทนมาเจรจา เพื่อให้การเจรจาประสบผลสำเร็จ ก่อนปี ค.ศ. 1979 (ปี พ.ศ. 2522) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย ได้มีหนังสือส่วนตัวถึงนายกรัฐมนตรีไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการแบ่งเขตไหล่ทวีปซึ่งค้างคากันอยู่ โดยอาศัยความสัมพันธ์อันดีฉันพี่น้องระหว่างไทยและมาเลเซีย จึงควรจะหาทางทำความตกลงกันเพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ซึ่งยังไม่ได้ตกลงกำหนดเขตกั้น มาใช้ประโยชน์ร่วมกัน และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้หารือกับนายกรัฐมนตรีไทยที่ปีนัง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การทำความตกลงแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติคือ น้ำมันและก๊าซฯ ร่วมกันในพื้นที่ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งเขตไหล่ทวีปกับมาเลเซีย ตามความคิดเห็นของฝ่ายมาเลเซียนั้น จะเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศไทย จึงมีมติเป็นการสมควรที่นายกรัฐมนตรีจะเจรจา เพื่อทำความตกลงกับฝ่ายมาเลเซีย และให้เชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมาเพื่อปรึกษาหารือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนการเจรจา แบ่งเขตไหล่ทวีประหว่างไทย-มาเลเซียในอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ ก็ให้เจรจากันต่อไป โดยท่าทีของไทยมีดังนี้
​          1. ในหลักการ ควรจะพยายามหาทางกำหนดเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป ระหว่างไทย-มาเลเซีย (ซึ่งทางฝ่ายมาเลเซียก็เห็นด้วย) หากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ควรตกลงให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันในบริเวณที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ แต่ทั้งนี้จะต้องปรับบริเวณที่ตกลงกันไม่ได้ให้เหลือพื้นที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
​          2. หากจำเป็นจะต้องดำเนินการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว จะต้องมีการปรับเส้นไหล่ทวีปที่มาเลเซียอ้างกับฝ่ายไทยในการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ เพราะเห็นว่าฝ่ายมาเลเซียได้กำหนดเส้นดังกล่าวโดยไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง กล่าวคือไม่ได้นำเอาเกาะบินหรือหินระกิต ซึ่งอยู่ใกล้ชิดเป็นส่วนหนึ่งของขอบฝั่งมาใช้เป็นจุดฐานในการลากเส้นด้วย จึงจำต้องขอให้มาเลเซียปรับเส้นดังกล่าวเสียใหม่ให้ถูกต้อง ซึ่งทำให้ฝ่ายไทยได้โครงการบ่อก๊าซตอนบนมากขึ้น ฝ่ายไทยเสนอนโยบายในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ คือ
​          - ยังมีพื้นที่ไหล่ทวีปซึ่งประชิดกันระหว่างไทยและมาเลเซีย ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิเหลื่อมล้ำกัน
​          - ความพยายามทั้งปวง เพื่อกำหนดเส้นเขตไหล่ทวีปให้แน่นอนยิ่งขึ้นควรกระทำต่อไปบนมูลฐานของหลักการซึ่งได้ตกลงกันไว้ ในการเจรจาครั้งที่เพิ่งผ่านมาและเพื่อลดพื้นที่ที่อ้างสิทธิเหลื่อมล้ำกันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและเพื่อผลประโยชน์แห่งความมั่นคงร่วมกัน โดยไม่กระทบกระเทือนถึงความพยายามทั้งปวงดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าหากไม่สามารถตกลงกำหนดเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป ควรจะได้ทำการศึกษาค้นคว้าหามาตรการจัดตั้งองค์กรเจ้าหน้าที่ร่วม เพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินการบริหารทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่อ้างสิทธิเหลื่อมล้ำกันซึ่งได้กำหนดขึ้นอย่างแน่นอน
​          - คำสั่งเกี่ยวกับการบริหารทั้งหมด และคำสั่งอื่นใดก่อนหน้านี้ ที่ได้กระทำเกี่ยวกับการสำรวจ และแสวงหาประโยชน์พื้นที่ที่อ้างสิทธิเหลื่อมล้ำกันของแต่ละฝ่าย จะถูกโอนไปยังองค์กรเจ้าหน้าที่ร่วม เมื่อมีการจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้น
​          - ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นและผลประโยชน์ทั้งหลาย ที่ได้มาจากการบริหารขององค์กรเจ้าหน้าที่ร่วม ทั้งสองฝ่ายจะแบ่งกันตามกฎเกณฑ์ซึ่งจะตกลงกัน
​          - ข้อตกลงนี้มีอายุตลอดระยะเวลา 20 ปี แม้จะมีข้อยุติใหม่ในช่วงเวลานั้นแต่หากไม่มีข้อยุติใดเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ข้อตกลงนี้จะมีผลต่อไปจนกระทั่งสิ้นสุดด้วยความตกลงระหว่างกัน
​          - อย่างไรก็ตามหากมีข้อยุติใหม่ ภายในช่วงเวลาและเมื่อช่วงระยะเวลา 20 ปีได้สิ้นสุดลงแล้ว และหากเป็นที่ตกลงให้องค์กรเจ้าหน้าที่เลิกกิจการ ก็ให้แบ่งบรรดาทรัพย์สินและร่วมรับภาระความรับผิด ชอบทั้งปวง ตามกฎเกณฑ์ซึ่งจะตกลงกัน

กระบวนการเจรจาเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง
​          ดังที่กล่าวมาแล้วว่า พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เกิดจากการอ้างสิทธิของไทยและมาเลเซียเหนือไหล่ทวีปในอ่าวไทยตอนล่าง และมีผลทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนกันขึ้นโดยมีเนื้อที่ประมาณ 7,250 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจาก จังหวัดปัตตานี ราว 180 กิโลเมตรและห่างจาก
จังหวัดสงขลา 260 กิโลเมตร หรือห่างจากเมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียประมาณ 150 กิโลเมตร การอ้างพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว มิใช่เฉพาะไทยและมาเลเซียเท่านั้น แต่อ่าวไทยถูกล้อมรอบไปด้วยกัมพูชา เวียดนาม ไทย และมาเลเซีย ทั้ง 4 ประเทศต่างก็อ้างสิทธิเหนือไหล่ทวีปบริเวณนี้เช่นกันมาเลเซียนั้นอ้างสิทธิโดยตราพระราชบัญญัติว่าด้วยไหล่ทวีป ค.ศ. 1966 (ปี พ.ศ. 2509) โดยยึดหลัก equidistance เป็นเกณฑ์ในการลากเส้นแบ่งเขตทะเล เนื่องจากมาเลเซียเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยเขตไหล่ทวีป ค.ศ. 1958 (ปี พ.ศ. 2501) และอีก 5 เดือนต่อมา มาเลเซียก็ได้ประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนกับไทยและประเทศอื่น ๆ ในกรณีของไทยนั้น การอ้างสิทธิจะสามารถพิจารณาจากการตราพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ค.ศ. 1971 (ปี พ.ศ. 2514) โดยใช้เกาะกระและเกาะโลซินเป็นฐานในการวัดระยะความกว้างของไหล่ทวีป เนื่องจากเกาะทั้งสองอยู่ห่างจากชายฝั่งไทยราว 40 ไมล์เท่านั้น ซึ่งมาเลเซียไม่ยอมรับเพราะเส้นขอบนอกของไหล่ทวีปของไทยในบริเวณใต้สุด ต้องล่วงล้ำการอ้างสิทธิของมาเลเซียอยู่ดี อันเป็นเหตุทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน โดยพื้นที่ทับซ้อนของไทยกับมาเลเซียประมาณ 7,500 ตารางกิโลเมตร การจัดตั้งพื้นที่พัฒนาร่วมฯ ถือเป็นวิธีผ่อนคลายปัญหาหรือแก้ปัญหาอย่างชั่วคราว โดยรัฐบาลไทยและมาเลเซียจัดตั้งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียขึ้น โดยผลของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซีย เกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่กำหนดของไหล่ทวีปของประเทศทั้งสองในอ่าวไทย ลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 (ปี พ.ศ. 2522) แต่เนื่องจากยังมีประเด็นปัญหาทางกฎหมายและทางเทคนิค ทำให้องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซีย ว่าด้วยรัฐธรรมนูญและเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดตั้งองค์กรร่วมไทยมาเลเซีย ลงนามเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1990 (ปี พ.ศ. 2533) และทั้งสองฝ่ายยังออกกฎหมายภายในเพื่ออนุมัติตามพันธกรณีทั้งหลายด้วย เพื่อให้องค์กรร่วมฯดำเนินการตามข้อตกลง ปี ค.ศ. 1979 (ปี พ.ศ. 2522)ในส่วนของไทยได้ตราพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ค.ศ. 1990 (ปี พ.ศ. 2533) เพื่ออนุมัติตามพันธกรณี