การบริหารจัดการขยะทะเลครบวงจร จ.ระยอง
ที่มาของโครงการ

          ข้อมูลขยะทะเลจากการศึกษาของ Jambeck และคณะ ในปี ค.ศ. 2010 เรื่อง “Plastic waste inputs from land into the ocean” โดยมีการประเมินปริมาณขยะของแต่ละประเทศที่ไหลลงสู่ทะเลและหลายประเทศในแถบเอเชียติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเล งานศึกษาดังกล่าวได้ช่วยกระตุ้นเตือนปลุกจิตสำนัก และสร้างความตระหนัก ให้ทั่วโลกหันมาใส่ใจในปัญหาขยะจากแหล่งต่าง ๆ ที่มีโอกาสจะไหลลงสู่ทะเลและกลายเป็นขยะในทะเลอย่างที่เห็นในปัจจุบันและมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น

          ประเทศไทยปริมาณขยะในปี 2561 มีปริมาณ 27.8 ล้านตัน คิดเป็น 71,764 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้มีขยะจำนวน 7.36 ล้านตัน ที่ถูกนำไปกำจัดไม่ถูกต้อง โดยขยะทะเลส่วนใหญ่เกิดจากขยะที่เกิดบนบกซึ่งถูกนำไปกำจัดไม่ถูกต้องเหล่านี้ ขยะพลาสติกเป็นขยะทะเลที่ถูกพบมากที่สุด จากการสำรวจใน 23 จังหวัดชายฝั่งทะเลพบปริมาณขยะสูงถึง 11.5 ล้านตันต่อปี โดยมีปริมาณขยะ 1.8 ล้านตันต่อปีที่กำจัดไม่ถูกต้อง ร้อยละ 12 ของขยะเหล่านี้เป็นพลาสติก ซึ่งร้อยละ 10 ถึง 15 หรือประมาณ 21,700 ถึง 32,600 ตันต่อปี เป็นขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่ทะเล

          เมื่อพิจารณาตามหลักการและแหล่งที่มาของขยะจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าขยะทะเลมีสาเหตุที่มาจากแหล่งกำเนิดจากบนบกร้อยละ 80 โดยมีแหล่งที่มา ได้แก่ 1) บ้านเรือนหรือชุมชนอยู่อาศัย 2) แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง 3) บริเวณท่าเรือ และ 4) การท่องเที่ยวชายหาด โดยส่วนใหญ่จะเป็นขยะพลาสติกประเภทถุงพลาสติก หลอดเครื่องดื่ม ฝาเครื่องดื่ม และภาชนะบรรจุอาหาร สำหรับแหล่งกำเนิดจากในทะเลร้อยละ 20 เกิดจากการดำเนินกิจกรรมทางทะเล ได้แก่ 1) การขนส่งทางทะเล 2) การทำการประมงในทะเลจากเรือพาณิชย์หรือเรือประมง โดยขยะที่พบส่วนใหญ่จะเป็นพวกเศษอวน เศษเชือก และถุงกระสอบ และ 3) จากการท่องเที่ยวทางทะเล โดยส่วนใหญ่จะเป็นขยะพลาสติกประเภทแก้วน้ำและขวดพลาสติก กล่องโฟม และกระป๋องเครื่องดื่ม โดยขยะเหล่านี้หากใช้แล้วไม่ถูกนำใช้ประโยชน์หรือนำไปจัดการตามวิธีที่เหมาะสม จะเป็นส่วนที่มีโอกาสลงสู่ทะเลได้

          นโยบายของรัฐบาลให้ความสำคัญในการจัดการปัญหาขยะ และกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ในการร่วมกันบริหารจัดการขยะในประเทศ รวมทั้งปัญหาขยะทะเล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก (พ.ศ. 2561–2573) เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายการบริหารจัดการขยะพลาสติกในภาพรวมของประเทศ และเป็นกรอบแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติกแบบบูรณาการของหน่วยงาน โดยได้ตั้งเป้าหมายในการลดและเลิกใช้พลาสติกบางประเภทภายในปี พ.ศ. 2562 เช่น พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเลิกใช้พลาสติกประเภทถุงพลาสติกหูหิ้ว กล่องโฟมบรรจุอาหารแก้วพลาสติก และหลอดพลาสติกภายในปี พ.ศ. 2565 ในปี 2570 มีเป้าหมายนำขยะผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติก กลับมาใช้ประโยชน์ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ตลอดจนมีการกำหนดกลไกต่าง ๆ ในการขับเคลื่อน เช่น สร้างความรู้ความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานรณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น

          การดำเนินกิจกรรมที่จะช่วยลดปริมาณขยะในทะเลและชายฝั่ง ภายใต้โครงการบริหารจัดการขยะทะเล ได้แก่ การจัดเก็บขยะตกค้างในระบบนิเวศ (ชายหาด แนวปะการัง และป่าชายเลน) แบบมีส่วนร่วมหลายภาคส่วน การใช้มาตรการลดปริมาณขยะในชุมชนเป้าหมายบริเวณชายฝั่งทะเล (ประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง และผู้ประกอบการร้านค้า เป็นต้น) รวมทั้งการศึกษาวิจัย เพื่อนำข้อมูลองค์ความรู้มาใช้จัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากขยะทะเล โดยมีการศึกษาชนิดและปริมาณขยะปากแม่น้ำ ผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและต่อสัตว์ทะเลหายาก และไมโครพลาสติก

          การจัดเก็บขยะจากต้นทางถึงปลายทาง โดยใช้อุปกรณ์/เครื่องมือที่เหมาะสมนำไปจัดเก็บขยะ ได้แก่
          1) ต้นทาง โดยร่วมกับหน่วยงานเทศบาลและภาคเอกชน (SCG) มีการวางตาข่ายดักขยะบริเวณปลายท่อระบายน้ำ เพื่อลดปริมาณขยะจากแหล่งชุมชนที่จะไหลลงสู่แหล่งน้ำ นำร่องในเทศบาลเมืองระยอง
          2) กลางทาง โดยดำเนินการวางทุ่นกักขยะ (Boom) 24 จุดในปี 2562 บริเวณปากแม่น้ำและคลองสาขาที่เชื่อมกับทะเลในพื้นที่ 11 จังหวัดชายฝั่ง โดยสามารถกักขยะจากฝั่งที่จะไหลลงสู่ทะเลพบน้ำหนักรวมมากกว่า 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน ทั้งนี้คาดว่าในปี ๆ หนึ่งจะสามารถกักขยะที่จะลงสู่ทะเลได้กว่า 50 ตัน
          3) ปลายทาง โดยใช้เรือเก็บขยะ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 ลำ ใช้ลดปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเล รวมทั้งการเตรียมความพร้อมในการเก็บกู้ขยะในทะเลและเฉพาะกิจโดยได้ตั้งเป้าไว้ว่าเราจะมีเรือเก็บขยะ ในทุกจังหวัดชายฝั่งทะเล 24 จังหวัด

          รวมทั้ง กรณีสำคัญที่ผู้คนต่างให้ความสนใจและเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกในการช่วยรักษาทะเลและทรัพยากรของไทย โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก จากกรณีพะยูนชื่อ มาเรียม และ ยามีล ที่พบว่าขยะพลาสติกอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุการตาย ที่ทำให้พะยูนทั้งสองจากไป เรื่องราวอันน่าเศร้าของพะยูนน้อย ส่งผลให้ผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจและร่วมมือกันในการที่จะบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างจริงจัง

          จากปัญหาและผลกระทบของขยะทะเลข้างต้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานเทศบาลและภาคเอกชน (SCG) มีการวางตาข่ายดักขยะบริเวณปลายท่อระบายน้ำซึ่งเป็นการจัดเก็บขยะจากต้นทาง เพื่อลดปริมาณขยะจากแหล่งชุมชนที่จะไหลลงสู่แหล่งน้ำ และได้มีการนำร่องในพื้นที่สวนสาธารณะโขดปอ (ป่าในเมือง) ตำบลเนินพระ เทศบาลเมืองระยอง จังหวัดระยอง นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวทางสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 จึงได้กำหนดให้พื้นที่นี้จัดทำเป็นโครงการป่าในเมืองจังหวัดระยองชื่อ “ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ อัญมณีหนึ่งเดียวในระยอง” ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 และอยู่ในเขตอนุรักษ์ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวนรวม 1,500 ไร่ ให้เป็นป่าในเมืองตามนโยบาย “สวนป่าในเมือง สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” ถือเป็นป่าในเมืองแห่งแรกของเมืองระยอง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีเนื้อที่ 500 ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสงวน อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนให้คงความสมบูรณ์ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศทรัพยากรป่าชายเลนต่อไป

          นอกจากนี้ยังมีสะพานทุ่นลอยน้ำเชื่อมสวนสาธารณะโขดปอและพื้นที่โครงการป่าในเมืองพระเจดีย์กลางน้ำฯ และทางเดินศึกษาธรรมชาติลอยน้ำเพื่อเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระบบนิเวศป่าชายเลนทางน้ำและพื้นที่อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศทรัพยากรป่าชายเลน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน และประชาชนแบบประชารัฐในการบริหารจัดการป่าชายเลนในเมืองให้เกิดความสมบูรณ์และยั่งยืน

          จากลักษณะพื้นที่ของสวนสาธารณะโขดปอ เทศบาลเมืองระยอง ที่ได้รับผลกระทบจากขยะจากชุมชนไหลลงสู่ทะเลผ่านพื้นที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานเทศบาลและภาคเอกชน (SCG) มีการวางตาข่ายดักขยะบริเวณปลายท่อระบายน้ำ เพื่อลดปริมาณขยะจากแหล่งชุมชนที่จะไหลลงสู่แหล่งน้ำ โดยใช้พื้นที่บริเวณสวนสาธารณะแห่งนี้นำร่อง เพื่อเป็นพื้นที่สาธิตการบริหารจัดการขยะทะเลครบวงจรอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งคาดหวังว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการพื้นที่สาธิตการบริหารจัดการขยะทะเลครบวงจรอย่างมีส่วนร่วม ให้หน่วยงานทุกภาคส่วนและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ทราบการดำเนินการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเป็นการรณรงค์และกระตุ้นจิตสำนึกให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของทะเลและชายฝั่งให้มากขึ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการขยะทะเลที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของหลายภาคส่วนที่จะร่วมอนุรักษ์ดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสืบไป