ศาลาพิทักษ์ทะเล
ที่มาของศาลาพิทักษ์ทะเล

          จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ให้นโยบายไว้ว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไม่เพียงแต่จะมีความสำคัญต่อระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญทั้งในฐานะเป็นแหล่งสร้างอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และเส้นทางคมนาคม ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ทรัพยากรถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลำพังเพียงกำลังเจ้าหน้าที่ ทช.ที่มีอยู่อย่างจำกัด คงไม่เพียงต่อการดูแลรักษาทรัพยากรได้อย่างทั่วถึง จึงต้องมีการส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายภาคีทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยดึงภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ชุมชน ท้องถิ่น ภาคประชาชน องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ โดยให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านป่าไม้และทะเลเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และลดปัญหาข้อขัดแย้งในพื้นที่ เพื่อการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แหล่งทรัพยากรอย่างยั่งยืน

          ที่ผ่านมา หลังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ทช.ได้ออกกฎหมายลำดับรอง 4 ฉบับ คือ ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าด้วยหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนชุมชนชายฝั่ง พ.ศ.2560 ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าด้วยอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล พ.ศ.2560 ระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งว่าด้วยเครื่องหมายเชิดชูเกียรติยศยิ่ง“รักษ์ทะเลยิ่งชีพ” พ.ศ.2560 และระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2560 เพื่อกลไกส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายภาคีการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระดับประเทศ

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้มอบหมายให้ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล ดำเนินการจัดตั้ง “ศาลาพิทักษ์ทางทะเล" ขึ้นในปี 2561 รวม 10 พื้นที่นำร่อง